หน้าหลัก ส่งบทความให้เพื่อน พิมพ์หน้านี้ แบ่งปันใน Facebook

ตลาด TPE ใกล้ถึงจุดอิ่มตัว
2016-11-25

รายงานเรื่อง ‘อนาคตของเทอร์โมพลาสติก อีลาสโตเมอร์ จนถึงปี 2020’ ตีพิมพ์โดยบริษัทที่ปรึกษา Smither Pira ระบุว่า การบริโภคเทอร์โมพลาสติก อีลาสโตเมอร์ (TPE) จะเติบโตอย่างคงที่ในช่วงห้าปีข้างหน้า จากการที่ตลาดถึงจุดอิ่มตัว ทั้งนี้ ความต้องการทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มในอัตราที่เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา 5.5% ในช่วงห้าปีข้างหน้า ถึง 5.5 ล้านตันในปี 2020 ในภาพรวม ถึงแม้ว่า การบริโภค TPEs ยังเติบโต แต่ความต้องการเริ่มชะลอตัว ซึ่งเป็นสัญญาณว่า ตลาดใกล้ถึงจุดอิ่มตัว ดังนั้น ตลาดจึงเริ่มปรับตัวเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ทั้งนี้ มีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ แต่เป็นเชิงบวกที่จะเปลี่ยนจาก TPEs ทั่วไป เป็น TPEs สมรรถนะสูง  จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องจริงโดยเฉพาะในสาขายานยนต์ แต่อาจต้องใช้เวลามาก ก่อนที่จะสามารถส่งมอบ TPE ชนิดใหม่ให้กับตลาดยานยนต์ได้ ในขณะเดียวกัน บริษัทต่างๆ ก็กำลังแสวงหาเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ การพืฒนา TPE ที่ได้จากแหล่งชีวภาพ และการพัฒนายางอัจฉริยะที่มาจาก TPE เป็นต้น

ปัจจุบัน การบริโภค TPEs ทั่วไป คิดเป็นสัดส่วน 77% ของตลาดโลก โดยมี TPE จาก styrene block copolymer (SBC) มาเป็นลำดับแรก คิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของการบริโภคทั่วโลก ซึ่งเป็นสัดส่วนตลาดที่จะลดลงเพียงเล็กน้อย ในช่วงห้าปีข้างหน้า

ในทางตรงกันข้าม ความต้องการ thermoplastic polyolefin elastomers (TPE-Os) จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากการที่เกรดของเครื่องปฏิกรณ์ของพลาสโตเมอร์ จะเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกมากขึ้น และแทนที่เกรดของ EPDM ที่มาจากยาง  ความต้องการ thermoplastic vulcanisates (TPE-Vs) ก็จะเพิ่มขึ้นด้วยในช่วงปลายทศวรรษ

Thermoplastic polyurethanes (TPE-Us) จะชะลอตัว จากความต้องการที่ลดลงของการใช้ในการแปรรูป ถึงแม้ว่าจะได้รับการชดเชยเป็นอย่างมากจากปริมาณที่ขายได้มากขึ้นเพื่อใช้ในกาวร้อนเหลว

Copolyester elastomers (TPE-Es) จะเป็นเกรดของ TPE ที่เติบโตเร็วที่สุดในช่วงที่รายงานนำเสนอ เนื่องจากการทนทานความร้อนและการทนทานสารเคมีที่ดี ซึ่งช่วยให้นำไปใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์มากขึ้น

อุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น รถไฟและเครื่องบิน นับเป็นอุตสาหกรรมปลายทางที่ใช้ TPEs มากที่สุด หรือประมาณ 43% ของความต้องการทั่วโลกในปี 2016 และจะมีอัตราเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อปี ไปจนถึงปลายทศวรรษ

ตลาดจะมีความต้องการ TPEs สมรรถนะสูงที่มีคุณสมบัติต้านทานความร้อนและสารเคมี ทั้งยังได้รับแรงกระตุ้นจากนักออกแบบรถยนต์ที่สร้างแบบจำลองที่ใช้อุณหภูมิใต้ฝากระโปรงห้องเครื่องสูงกว่า ทำให้สร้างความเครียดให้กับส่วนประกอบของระบบการนำอากาศที่ทำจาก TPEs ทุกอุตสาหกรรมมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยน TPEs ทั่วไป ไปสู่ TPEs สมรรถนะสูง ในบางกรณี ผู้ผลิตอาจเปลี่ยนไปใช้ vulcanised elastomers ถึงแม้ว่าราคาจะเป็นข้อพิจารณาที่สำคัญสำหรับผู้ผลิตรถยนต์

ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการเลือก TPEs เพื่อใช้แทน PVC สำหรับกระดาษฟอยล์ในรถยนต์ทั้งที่บุและไมได้บุ ซึ่ง TPEs เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า เพราะมีน้ำหนักเบากว่า ทำให้บริโภคน้ำมันน้อยลงตลอดชีวิตของรถยนต์ สามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่ายกว่า เมื่อรถยนต์กลายเป็นเศษเหล็ก และปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่าย (volatile organic compounds หรือ VOCs) ออกมาน้อยกว่าระหว่างการผลิต

การแทนที่ PVC ในกรอบหน้าต่างที่ขึ้นรูป ก็เป็นตัวผลักดันหลักสำหรับการใช้ TPE ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง การใช้อื่นๆ ประกอบด้วย การปิดผนึก ปะเก็น ตัวรองสระน้ำและอ่างเก็บน้ำ และวัสดุสำหรับหลังคาที่คืนสภาพได้สูง ซึ่งเป็นการใช้ปลายทางที่มากเป็นอันดับสอง แต่บริษัท Smithers คาดการณ์ว่า การขยายตัวจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จากปัจจุบันไปจนถึงปี 2020

การใช้ TPEs ที่กำลังมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วมากในทศวรรษนี้ คือ ในสาขาเล็กๆ สองสาขา คือ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย และสายเคเบิลและสายไฟฟ้า

ในอดีต เคยมีการพิจารณาที่จะใช้ TPEs ทดแทนเทอร์โมพลาสติกอื่นๆ แต่ในปัจจุบัน TPEs กลับมีความสามารถอย่างเต็มที่ที่จะใช้งานที่จำเป็นได้สำหรับเครื่องมือแพทย์และการบริการสุขภาพ เช่น หน้ากากสวมใส่เวลาผ่าตัด ถุงใส่เลือด ภาชนะใส่ยา ซึ่งจะขยายตัวเพิ่มจากปีที่ผ่านมา 9.1% จนถึงปี 2020

การบริโภคเครื่องมือแพทย์ทำจาก TPEs จะสูงถึง 445,600 ตัน ในปี 2020 มากกว่าความต้องการที่เพิ่มขึ้นเท่าตัวในปี 2010 ซึ่งทำให้เป็นอีลาสโตเมอร์ที่มีการใช้ปลายทางมากที่สุดเป็นอันดับสาม ในขณะที่เป็นเพียงอันดับห้าเมื่อปี 2010

ข้อดีหลักของ TPEs ในสาขาบริการสุขภาพ คือ การใช้งานที่ดีกว่า PVC ที่มีอยู่ และคุณลักษณะของการไม่มีปฏิกิริยา ทำให้สามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดที่เข้มงวดของเครื่องมือแพทย์ได้

ในการใช้ในสายไฟฟ้าและสายเคเบิลส่วนใหญ่ การพัฒนาวัสดุที่มีคุณสมบัติหน่วงการติดไฟ มีควันน้อย และปราศจากฮาโลเจนนี้  ทำให้ปัจจัจบัน TPEs อยู่ในฐานะที่เป็นต่อเหนือ PVCs โดยเป็นการค่อยๆ ได้ส่วนแบ่งตลาดสำหรับฉนวนหุ้มสายเคเบิลแรงปานกลางและแรงต่ำ 

ขณะนี้ กำลังมีการพิจารณาที่มีความเป็นไปได้ที่จะทดแทน PVC ด้วย Plastomers เช่นกัน เนื่องจากการทนทานความร้อนและสารเคมีที่ดี และข้อได้เปรียบในการรีไซเคิลหลังหมดอายุใช้งาน ซึ่งเป็นความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ จากการออกกฎหมายต่างๆ เช่น WEEE ของสหภาพยุโรป เป็นต้น

ที่มา: prw.com


Tag: #สถานการณ์อุตสาหกรรม #วัตถุดิบ #เม็ดพลาสติก, คอมพาวด์