หน้าหลัก ส่งบทความให้เพื่อน พิมพ์หน้านี้ แบ่งปันใน Facebook

มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกับการค้าระหว่างประเทศในภาวะปัจจุบัน

มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกับการค้าระหว่างประเทศในภาวะปัจจุบัน

บทความพิเศษ  โดย  ดร.จักรินทร์ โกมลศิริ, ดร.นิรัตน์ ทรัพย์ทวีธรรม, ดร.กีรติ รัชโน


เมื่อเดือนเมษายน ปี
1994  การเจรจารอบอุรุกวัย  ณ เมืองมาราเกรซ  ประเทศโมร็อกโค ที่กว่าร้อยประเทศได้ลงนามในความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า  หรือเรียกสั้นๆ ว่าแกตต์ (GATT)    ความตกลงนี้ได้วางรากฐานที่สำคัญต่อระบบการค้าโลก   ในประการแรก  คือ  แกตต์   ได้สถาปนาองค์การการค้าโลก (World Trade Organization)  หรือ  WTO  ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานที่จัดระเบียบการค้าโลก  ในประเด็นที่สองภายใต้แกตต์  ประเทศสมาชิกยินยอมให้กำหนดระยะเวลาในการลดกำแพงภาษีศุลกากร  และยกเลิกมาตรการที่จำกัดปริมาณการนำเข้า  (Quantitative Restriction)  ในรูปแบบของโควตา ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมเจรจาแกตต์มีความประสงค์ที่จะให้มีการขยายตัวทางด้านการค้าระหว่างประเทศและก่อให้เกิดการค้าเสรี


แต่อย่างไรก็ตาม ในความจริงแล้วหลายประเทศของสมาชิกองค์การการค้าโลก ยังไม่พร้อมที่เปิดรับการค้าเสรีอย่างทันที และเมื่อประเทศต่างๆ ไม่สามารถใช้ภาษีศุลกากรหรือการจำกัดการนำเข้าเพื่อ ปกป้องการทะลักของสินค้าเข้ามายังตลาดของตน  ต่างก็หันไปหามาตรการอื่นๆ แทน


ภายใต้บทบัญญัติของแกตต์เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกสามารถปกป้องตนเองจากการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม
(Distorted competition) ซึ่งการขายสินค้าในราคาทุ่มตลาด (dumping) เข้าข่ายของการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมเพราะคู่แข่งจากต่างประเทศ   ได้กระทำการขายในราคาที่ต่ำกว่าที่ราคาที่ควรจะเป็น ดังนั้น ประเทศสมาชิกนั้นสามารถที่จะกำหนดมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ต่อการนำเข้าสินค้าตามแกตต์ และรูปแบบของมาตรการคือการกำหนดอากรตอบโต้การทุ่มตลาดที่จะเพิ่มราคาของสินค้าขึ้นอันจะมีผลทำให้สูญเสียความได้เปรียบทางการค้าต่อคู่แข่งขัน


ผู้เขียนต้องการจะกระตุ้นให้ผู้ที่ดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศตระหนักว่าการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศมิใช่เพียงแต่ผลิตสินค้าและนำสินค้านั้นๆ  ไปขายยังตลาดในต่างประเทศเท่านั้น  หากแต่ผู้ที่ดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศจะต้องคำนึงถึงมาตรการทางการค้าอันจะมีผลโดยตรงและโดยอ้อมกับธุรกิจของตนอีกด้วย

            ดังนั้น  ในบทความนี้ผู้เขียนมีจุดประสงค์ที่จะ

1.             ให้ผู้ดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศทราบถึงความเป็นมาของมาตรการตอบโต้การทุ่ม ตลาดในการค้าระหว่างประเทศ

2.             ชี้ให้เห็นความสำคัญของมาตรการนี้ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในการค้าระหว่างประเทศ

3.             แนะนำแนวคิดเกี่ยวกับมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด

4.             เรียงลำดับขั้นตอนของการกำหนดมาตรการดังกล่าว


จาก
GATT 1947  ถึง GATT 1994 


ผู้อ่านอาจมีคำถามว่ามาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดนั้นมีความเป็นมาอย่างไร  เพื่อตอบคำถามนี้    เราจะกล่าวถึงมาตรการนี้ในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในปี
1947 (.. 2490)  ณ นครเจนีวา นับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มีการกำหนดเรื่องการทุ่มตลาดในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งในข้อที่ 6 ของข้อตกลงแกตต์ 1947  ได้ระบุว่าการทุ่มตลาดถือว่าเป็นการดำเนินธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม  พร้อมทั้งได้กำหนดหลักเกณฑ์ จุดประสงค์ และการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดอย่างกว้างๆ


ต่อมาในการเจรจารอบเคนเนดี้ ณ นครเจนีวา ในปี
1963 (.. 2506) การตอบโต้การทุ่มตลาดได้ถูกหยิบยกขึ้นมาในการเจรจาอีกครั้ง        ในการเจรจาครั้งนี้ที่ประชุมได้ตกลงที่จะเพิ่มรายละเอียด ของมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดเพิ่มจากที่ปรากฎอยู่เดิมในข้อที่ 6  ของแกตต์    ผลที่ตามมาก็คือการเกิดความตกลงว่าด้วยการดำเนินการตามข้อที่ 6       ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากร และการค้า (Agreement on Implementation of Article VI of GATT 1994      หรือเรียกสั้นๆ ว่า  AD Code) AD Code   ได้กลายเป็นบรรทัดฐานในทางปฏิบัติแก่ประเทศสมาชิกในการดำเนินการไต่สวน การทุ่มตลาด และในปี 1973    ในการเจรจารอบโตเกียวได้มีการทำให้ AD Code ดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์และครอบคลุมมากขึ้น

 

ความสำคัญของมาตรการ AD  ในการค้าระหว่างประเทศ


ในอดีตประเทศตะวันตก เช่น  สหรัฐอเมริกา  สหภาพยุโรป  แคนาดา  และออสเตรเลียเป็นผู้ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดต่อประเทศอื่นๆ  เช่น ในระหว่างปี
1990-1995  สหรัฐฯ ได้ไต่สวนการทุ่มตลาด 299  กรณี  ออสเตรเลียไต่สวน 195 กรณี    และสหภาพยุโรปไต่สวน 186 กรณี  แต่ภายหลังที่ได้มีการเจรจารอบอุรุกวัยแล้ว ประเทศที่กำลังพัฒนาได้กลับเป็นผู้นำในการใช้มาตรการ ตอบโต้การทุ่มตลาดต่อประเทศที่กำลังพัฒนาด้วยกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเม็กซิโก เกาหลีใต้   และบราซิล    ตัวอย่างเช่น  ประเทศเม็กซิโกหลังจากที่ได้ปรับลดกำแพงภาษีศุลกากรแล้วได้หันกลับมาใช้ มาตรการนี้เพื่อปกป้องตลาดภายในจากการนำเข้า กล่าวคือ เม็กซิโกไต่สวนการทุ่มตลาดเพิ่มเป็นสองเท่าคือ  เดิมไต่สวนเพียง  45 กรณีในระหว่าง 1985-1999 เป็น 104  กรณี   ระหว่าง 1990-1995   นอกจากนี้ประเทศแอฟริกาใต้เป็นอีกตัวอย่างที่ได้เพิ่มการไต่สวนการทุ่มตลาดขึ้นเป็นสองเท่าจาก 9 กรณี  เป็น 18 กรณี


นอกจากนี้  จำนวนประเทศที่มีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดได้เพิ่มขึ้นจากเพียง
25ประเทศในปี 1994  เป็น 128  ประเทศในปี 1996  เหตุผลก็คือ ประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกต้องขานรับความตกลง ว่าด้วยการตอบโต้การทุ่มตลาดเช่นกัน  ในทางปฏิบัติจำนวนของประเทศที่ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดก็ได้เพิ่มขึ้นจาก 9 ประเทศเป็น 16 ประเทศ  สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ตกเป็นเป้าหมายของการใช้มาตรการ ตอบโต้การทุ่มตลาดในบ่อยๆ ครั้ง  ได้แก่  อุตสาหกรรมเหล็ก  เครื่องไฟฟ้า  สิ่งทอ  สินค้าเกษตร  และสารเคมี


หลักฐานที่กล่าวมาใช้ข้างต้นชี้ให้เห็นว่ามาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดได้มีความสำคัญและกลายเป็นมาตรการทางการค้าที่นานาประเทศต่างใช้เพิ่มขึ้นในยุคหลังการเจรจาแกตต์  ต่อไปนี้ผู้เขียนจะแนะนำแนวคิดในที่เกี่ยวกับมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด  และสรุปลำดับขั้นตอนของการกำหนดมาตรการดังกล่าวต่อไป  แนวคิดเกี่ยวกับมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด

           
ส่วนใหญ่คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่าการทุ่มตลาดหรือที่คนมักชอบพูดกันว่า การ Dump ราคานั้น  หมายถึงการขายสินค้าในราคาที่ถูกกว่ารายอื่นมากๆ  ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว  การทุ่มตลาดหมายถึง การส่งออกสินค้าไปขายยังตลาดต่างประเทศในราคาที่ต่ำกว่าราคาดังต่อไปนี้

·                     ต่ำกว่าราคาที่ขายในประเทศของตนเอง (ผู้ผลิต/ผู้ส่งออก)  หรือ

·                     ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต + ค่าใช้จ่ายอื่นๆ กำไรในประเทศผู้ผลิต  หรือ

·                     ต่ำกว่าราคาที่ส่งออกไปยังประเทศอื่น

ในการที่ประเทศผู้นำเข้าจะสามารถกำหนดมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดได้นั้นจะต้องสามารถพิสูจน์ประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้

·                     พิสูจน์ว่ามีการทุ่มตลาดจริง

·                     พิสูจน์พบความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน

·                     ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการทุ่มตลาด


เพื่อที่จะเข้าใจเรื่องการทุ่มตลาดเราจะต้องเข้าใจคำศัพท์ดังต่อไปนี้

1. อุตสาหกรรมภายใน (Domestic industry)

            ได้แก่ผู้ผลิตภายในประเทศและต้องผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน (Like product)  ในกรณีที่อุสาหกรรมภายในต้องการที่จะขอเปิดการไต่สวนการทุ่มตลาดจะต้องพิจารณาประเด็นดังต่อไปนี้

ก.   จะต้องมีผลผลิตรวมกันแล้วเกินกว่า 50%  ของปริมาณการผลิตรวมของผู้ที่แสดงความคิดเห็นทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุนคำร้อง และ

ข.   ฝ่ายที่สนับสนุนดังกล่าวจะต้องมีผลผลิตรวมกันแล้วต้องมากกว่า 25%  ของปริมาณการผลิตรวมภายในประเทศ

2. สินค้าชนิดเดียวกัน (Like product)

             ก่อนที่ผู้ผลิตภายในประเทศจะทำการร้องขอให้เปิดการไต่สวนการทุ่มตลาดนั้น  ผู้ผลิตจะต้องแน่ใจว่าสินค้าที่ตนเองผลิตจะต้องเป็นสินค้าที่มีลักษณะเหมือนกันทุกประการกับสินค้าทุ่มตลาด หรือเป็นสินค้าที่มีความคล้ายคลึงกันอย่างมากกับสินค้าทุ่มตลาด

3. มูลค่าปกติ (Normal value)

             มูลค่าปกติหมายถึงราคาขายภายในประเทศของผู้ผลิต ผู้ส่งออกและมูลค่าปกตินี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการนำไปใช้คำนวณว่าเกิดการทุ่มตลาดหรือไม่  มูลค่าปกติจะสามารถกำหมดได้จาก

1.       ราคาซื้อขายในประเทศผู้ผลิต/ผู้ส่งออก หรือ

2.       ราคาที่คำนวณจากต้นทุนการผลิต หรือ

3.       ราคาที่ส่งออกไปยังประเทศที่สาม

4. ราคาส่งออก (Export price)

หมายถึงราคาที่ผู้ผลิต/ผู้ส่งออกส่งไปยังต่างประเทศโดยราคาดังกล่าวจะต้องเป็นราคาสินค้าที่ขายให้กับผู้นำเข้าอิสระ (Independent buyer)

5. ส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด (Dumping Margin)

หลังจากที่ทราบความหมายของมูลค่าปกติและราคาส่งออก สิ่งที่ควรจะทราบต่อไปคือ ส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด

ส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดคือ การเปรียบเทียบมูลค่าปกติกับราคาส่งออก ณ ระดับการค้าเดียวกันและเมื่อใดที่มูลค่าปกติสูงกว่าราคาส่งออกถือว่ามีการทุ่มตลาดเกิดขึ้นนอกจากนั้น  ส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดนี้    สามารถนำไปคำนวณหาอัตราส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด    เพื่อใช้ในการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดต่อไป

6. ความเสียหาย (Injury)

ความเสียหายยังเป็นข้อพิจารณาที่ต้องคำนึงถึง  นอกจากจะพิจารณาเรื่องการทุ่มตลาดแล้ว     เพราะถ้ามีการทุ่มตลาดโดยปราศจากความเสียหายก็ไม่สามารถมีมาตรการตอบโต้ได้ นอกจากนั้นแล้วความเสียหายจะต้องเกิดจากการทุ่มตลาด (Causality)  มิใช่เสียหายจากปัจจัยอื่นๆ เช่นการขาดทุนจากการบริหารผิดพลาดของบริษัทเอง การขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนฯลฯ      แต่ความเสียหายจากการทุ่มตลาดจะพิจารณาจากปัจจัยดังต่อไปนี้

·         ปริมาณการผลิตสินค้าภายในประเทศลดลง

·         ราคาสินค้าที่ผลิตในประเทศตกต่ำหรือถูกกดราคา

·         ปริมาณสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น

·         อัตรากำไรลดลง

·         ส่วนแบ่งการตลาดลดลง

·         การจ้างงานลดลง

·         อัตราการนำเข้าสินค้าทุ่มตลาดเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้อย่างชัดเจน

·         แนวโน้มที่ผู้ผลิตสินค้าทุ่มตลาดจะส่งสินค้ามาในประเทศ

7. Nealiaible

.   ถ้าปริมาณการนำเข้าสินค้าทุ่มตลาดของแต่ละประเทศมีปริมาณต่ำกว่าร้อยละ 3 ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมดจะไม่สามารถเปิดการไต่สวนได้ หรือต้องยุติการไต่สวน

.   แต่มีข้อยกเว้นว่าหากประเทศเหล่านั้น (ที่มีการนำเข้าน้อยกว่าร้อยละ 30 มีปริมาณการนำเข้ารวมกันทั้งหมดไม่ต่ำกว่าร้อยละ 7 )   ก็สามารถเปิดการไต่สวนได้

8. De Mininus

ถ้าอัตราส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดที่คำนวณได้มีอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 2   จะต้องทำการยุติการไต่สวนทันที


ทำไมถึงต้องมีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด


หากจะมองว่าการทุ่มตลาดนั้นเป็นผลดีต่อผู้บริโภคก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดนัก  เนื่องจากผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าในราคาที่ถูกกว่าแต่ผลดีดังกล่าวจะเป็นผลดีในระยะสั้นเท่านั้น    เนื่องจากการเข้ามาทุ่มตลาดจากต่างชาตินั้น  จะทำให้ผู้ผลิตภายในประเทศที่ผลิตสินค้าเดียวกัน  ได้รับผลกระทบอย่างมากเพราะจะสู้ราคาทุ่มตลาดไม่ไหวและปิดกิจการไปในที่สุด    และเมื่อปราศจากผู้ผลิตภายในประเทศก็เท่ากับว่าสินค้าจากต่างประเทศสามารถครอบครองตลาดได้ทั้งหมด    และจะทำการผูกขาดรวมทั้งสามารถขึ้นราคามากเท่าไรก็ได้  เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดหายไปในช่วงที่ทำการทุ่มตลาดและเมื่อถึงเวลานั้น ผู้บริโภคจะได้รับความเดือดร้อน  ดังนั้น    รัฐบาลจึงต้องกำหนดมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดเพื่อเป็นการปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศ จากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม    ในหัวข้อต่อไปนี้ผู้เขียนขอนำเสนอขั้นตอนในการกำหนดมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด    ขั้นตอนที่ควรทราบในการไต่สวนการทุ่มตลาด
(Anti-Dumping Proceeding)


หลังจากที่ทำความคุ้นเคยกับความหมายของการตอบโต้การทุ่มตลาดมาพอสมควรแล้วต่อไปผู้เขียนจะกล่าวถึงขั้นตอนการไต่สวนการทุ่มตลาด  ซึ่งมีความสลับซับซ้อนในการดำเนินการ  โดยเฉพาะในการเปิดการไต่สวนนั้นจะต้องดำเนินการให้เกิดวามเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาว่านำสินค้าเข้ามาทุ่มตลาด
(ผู้ผลิต และ / หรือ ผู้ส่งออกจากต่างประเทศ) และผู้ร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าทุ่มตลาด ดังนั้น หน่วยงานที่ทำการไต่สวนจะต้องใช้ความระมัดระวังในการวิเคราะห์และปฏิบัติให้เป็นไปตามความตกลงว่าด้วยการตอบโต้การทุ่มตลาดขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งขั้นตอนการดำเนินการไต่สวนการทุ่มตลาดทั่วๆ ไป มีดังนี้ คือ


ขั้นตอนที่
1: การรับคำร้อง (complaint)   

การไต่สวนการทุ่มตลาดจะเริ่มที่ผู้ร้องเรียนได้แก่ บุคคลธรรมดา  หรือ นิติบุคคล  หรือตัวแทนของอุตสาหกรรมภายในที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าทุ่มตลาดจะต้องทำหนังสือร้องเรียนถึงหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการไต่สวน พร้อมทั้งหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีการทุ่มตลาด และก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน ตัวอย่างเช่น  รายละเอียดเกี่ยวกับปริมาณและมูลค่าการนำเข้าของสินค้าที่ทุ่มตลาด ประเทศแหล่งกำเนิดข้อมูลด้านราคาขายทั้งใน/ต่างประเทศของสินค้าทุ่มตลาด เป็นต้น       โดยที่ผู้ยื่นคำร้องเรียนจะต้องมีปริมาณการผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน   หรือคล้ายคลึงกันตามสัดส่วนที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น

ขั้นตอนที่ 2:  การเปิดการไต่สวน (Initiation)

เมื่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการไต่สวนรับคำร้องแล้วก็จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงของคำร้องว่ามีหลักฐานเพียงพอในการเปิดการไต่สวนหรือไม่ กรณีที่พบว่ามีหลักฐานไม่ครบถ้วนก็จะแจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องทราบเพื่อที่จะขอให้นำเอกสารมายื่นให้ครบถ้วน โดยต้องยื่นภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ กรณีมีหลักฐานครบถ้วนและเพียงพอในการเปิดการไต่สวน หน่วยงานที่รับผิดชอบจะดำเนินการทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร  แจ้งให้กับรัฐบาลของผู้ส่งออกสินค้าทุ่มตลาดทราบ ก่อนที่จะประกาศเปิดการไต่สวนอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชนโดยทั่วๆ ไป    แล้วระยะเวลาในการเปิดการไต่สวนการ

ทุ่มตลาดอย่างเป็นทางการ จะขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ  ประกาศเปิดการไต่สวนภายใน  25 วัน   นับจากวันที่มีหลักฐานครบถ้วน ส่วนประเทศไทยจะประกาศเปิดการไต่สวนภายใน 45 วัน นับจากวันที่มีหลักฐานครบถ้วน

ขั้นตอนที่ 3:  การกรอกแบบสอบถาม (Questionnaire)

หลังจากประกาศไต่สวนอย่างเป็นทางการแล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบจะส่งแบบสอบถาม (Questionnaire) ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง/ผู้มีส่วนได้เสีย คือ

1.       ผู้ผลิต/ผู้ส่งออกสินค้าที่ถูกพิจารณาว่าทุ่มตลาด

2.       ผู้ผลิต/ตัวแทนอุตสาหกรรมภายในที่ยื่นคำร้องเพื่อพิสูจน์ความเสียหายต่ออุตสาหกรรม

3.       ผู้นำเข้า/ตัวแทนผู้นำเข้าสินค้าดังกล่าว ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องตอบแบบสอบถามภายใน 30 วัน และ / หรืออาจจะขยายระยะเวลาเพิ่มได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเหตุผลในการขอขยายระยะเวลา

เมื่อหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการไต่สวนได้รับแบบสอบถามคืนจากผู้เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายแล้วก็จะทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลต่างๆ  เพื่อที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับการคำนวณหาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด และความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน   และเพื่อเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว หน่วยงานที่รับผิดชอบอาจจะเดินทางไปตรวจสอบข้อมูล ณ สถานที่ของผู้ผลิต และ หรือ ผู้ส่งออก (Spot Verification) เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวนั้นมีความสำคัญในการคำนวณหาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดและความเสียหายที่เกิดแก่อุตสาหกรรมภายใน

ขั้นตอนที่ 4:  การประกาศผลการไต่สวนขั้นต้นและการกำหนดมาตรการชั่วคราว (Preliminary Determination and Provisional Measure)

เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้วมีหลักฐานแน่ชัดว่ามีการทุ่มตลาดและผลการทุ่มตลาดของสินค้าดังกล่าวนั้นก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน   (Causal Link)  เจ้าหน้าที่ที่ไต่สวนก็จะสรุปผลการไต่สวนขั้นต้น   (Preliminary Determination)  ซึ่งอาจจะมีการกำหนดมาตรการชั่วคราว ในการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด  (Provisional Measure) จากการนำเข้าสินค้าที่ถูกพิจารณาก็ได้  ทั้งนี้    ขึ้นอยู่กับว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่  ในบางกรณีผู้ที่เกี่ยวข้องอาจจะขอทำความตกลงด้านราคานำเข้าสินค้าทุ่มตลาด (Price Undertaking) หรือด้านปรัชญาการนำเข้าสินค้าทุ่มตลาด (Quantitative Undertaking)  แทนการเรียกเก็บอากรจากการนำเข้าสินค้าทุ่มตลาด ทั้งนี้การจะจัดทำความตกลงเกี่ยวกับ Price Undertaking  หรือ  Quantitative Undertaking  ก็ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของหน่วยงานที่ทำการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดว่าการกำหนดมาตรการดังกล่าวนั้น จะก่อให้เกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในหรือไม่

การกำหนดมาตรการขั้นต้นจะต้องไม่กระทำก่อน 60 วัน นับจากวันที่เปิดการไต่สวนอย่างเป็นทางการ ในทางตรงกันข้ามหากผลการไต่สวนขั้นต้นพบว่าไม่มีการทุ่มตลาดและ/หรือ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในก็จะต้องยุติการไต่สวนโดยทันที

ขั้นตอนที่ 5:  การเปิดเผยข้อมูล และแสดงความคิดเห็นต่อการไต่สวน (Disclosures and Hearing)

หลังจากผลการพิจารณาขั้นต้นพบว่า มีการทุ่มตลาดจริง และก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในด้วย หน่วยงานที่ดำเนินการไต่สวนจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง/ผู้มีส่วนได้เสียทราบถึงหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาการทุ่มตลาด และความเสียหายต่ออุตสาหกรรมเพื่อที่จะให้ผู้เกี่ยวข้องแสดงข้อคิดเห็นต่อผลการไต่สวน และหน่วยงานอาจใช้ข้อมูลดังกล่าวมาเป็นส่วนประกอบการพิจารณาผลการตัดสินขั้นสุดท้าย โดยวิเคราะห์จากหลักฐานและข้อมูลต่างๆ อีกครั้งหนึ่ง  ก่อนสรุปผลขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการทุ่มตลาด และความเสียหายของอุตสาหกรรมภายในโดยรวมระยะเวลาตั้งแต่เปิดการไต่สวนจนกระทั่งประกาศผลการตัดสินขั้นสุดท้ายนั้นรวมเวลาทั้งสิ้น 1 ปี หรืออาจจะขยายระยะเวลาต่อไปได้อีก 6 เดือน ในกรณีที่การไต่สวนดังกล่าวนั้นมีความยุ่งยาก และสลับซับซ้อนผลการตัดสินขั้นสุดท้ายนั้นจะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี  นับตั้งแต่วันประกาศผลการตัดสินขั้นสุดท้ายอย่างเป็นทางการ

ขั้นตอนที่ 6:  การประกาศผลการไต่สวนขั้นสุดท้าย (Final Determination)

จากความตกลงว่าด้วยการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD-Code) ให้สิทธิ์ประเทศที่ใช้มาตรการดังกล่าวสามารถเรียกเก็บอากรได้เป็นระยะเวลา 5 ปี หลังจากมีการประกาศผลการไต่สวนขั้นสุดท้าย ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวนั้น อาจจะขยายการเรียกเก็บต่อไปอีกก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเรียกเก็บดังกล่าวแล้วจะก่อให้เกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในหรือไม่หากไม่มีผลกระทบต่อ อุตสาหกรรมภายในก็จะสิ้นสุดการเรียกเก็บอากรดังกล่าว

ขั้นตอนที่ 7:  การทบทวน (Reviews)

หลังจากที่มีการใช้มาตรการขั้นสุดท้ายอย่างเป็นทางการแล้วเป็นระยะเวลา 1 ปี ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถขอยื่นคำร้องให้มีการทบทวนประจำปีได้    (annual review)    พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและหลักฐานในการขอทบทวนตัวอย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศหรือการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์การผลิตและการส่งออกเป็นต้น การที่ผู้เกี่ยวข้องขอยื่นคำร้องนั้นเนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป (Change Circumstances) สินค้าที่มีการส่งออกนั้นไม่ได้มีการทุ่มตลาดแล้ว ซึ่งการขอทบทวนจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรแจ้งยังหน่วยงานที่รับผิดชอบในการไต่สวน

นอกจากการทบทวนประจำปีแล้วยังมีการทบทวนอีกประการหนึ่งเรียกว่า การทบทวนของผู้ผลิต/ผู้ส่งออกรายใหม่ (Newcomer Reviews)” ซึ่งเปิดโอกาสให้กับผู้ผลิตผู้ส่งออกรายใหม่ที่ไม่เคยส่งสินค้าดังกล่าวไปขายในตลาดนั้นๆ มาก่อนในช่วงที่มีการไต่สวน แต่จะต้องแสดงหลักฐานพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่มีส่วนเกี่ยวกับผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายที่ถูกเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด


บทสรุป


ผู้เขียนได้กล่าวถึงความเป็นมา แนวคิดและขั้นตอนที่เกี่ยวกับการตอบโต้การทุ่มตลาด ทั้งนี้ผู้เขียนจะเน้นให้เห็นถึงความสำคัญและแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของมาตรการการค้านี้อันจะมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออก  และผู้ดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียยอดขาย และตลาดในต่างประเทศ นอกจากนั้นแล้ว ผู้เขียนใคร่ที่จะชี้ให้เห็นถึงสิทธิของผู้ส่งออกที่ถูกไต่สวนการทุ่มตลาดตาม
AD Code ได้กำหนดไว้ การรับรู้ถึงสิทธิถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกแทนจะเป็นยุทธศาสตร์เชิงรับ ซึ่งท่ามกลางกระแสการแข่งขันระหว่างประเทศอันเชี่ยวกราก ผู้ส่งออกไทยไม่สามารถจะดำเนินการยุทธศาสตร์ในเชิงรับได้ต่อไปแล้ว


ในท้ายที่สุดนี้ผู้เขียนอยากจะย้ำเตือนผู้ส่งออกและ
/หรือผู้ดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศว่า กรณีที่ท่านถูกไต่สวนทุ่มตลาดนั้น การให้ความร่วมมือในการไต่สวนแก่ประเทศที่ทำการไต่สวน เช่น การตอบสนองแบบสอบถาม การให้ข้อมูลต่างๆ ในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ถือว่าเป็นการใช้สิทธิ์เพื่อปกป้องตนเองในกระบวนการไต่สวน ในทางตรงกันข้าม การไม่ให้ความร่วมมือในการไต่สวน   ถือเป็นการไม่ใช้สิทธิอย่างชอบธรรมในกระบวนการไต่สวนและผลลัพธ์ก็คือ การถูกเรียกอากรตอบโต้การทุ่มตลาด ทำให้ไม่สามารถที่จะแข่งขันในตลาดได้


หมายเหตุ
: บทความชิ้นนี้เป็นทัศนะของผู้เขียน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมการค้าต่างประเทศ ความเห็นที่เสนอมาจึงไม่เกี่ยวข้องกับกรมการค้าต่างประเทศ


ที่มา
: http://www.dft.moc.go.th/level4Frame.asp?sPage=/the_files/$$16/level4/spe_article_1.htm&level4=448



Tag: