หน้าหลัก ส่งบทความให้เพื่อน พิมพ์หน้านี้ แบ่งปันใน Facebook

มาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจ (สินเชื่อฟื้นฟู)
Attachment File: n2764-02.jpg
วัตถุประสงค์ของสินเชื่อฟื้นฟู

เพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่มีศักยภาพแต่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 โดย ธปท. จะให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงิน เพื่อนำไปให้กู้ยืมแก่ผู้ประกอบธุรกิจต่อ อันจะช่วยประคับประคองและฟื้นฟูให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ รักษาระดับการจ้างงาน และช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ ไม่ให้นำเงินสินเชื่อดังกล่าวมา ชำระหนี้เดิมที่มีอยู่กับสถาบันการเงินที่ให้กู้ยืมเงิน

ทั้งนี้ ธปท. มุ่งเน้นให้มีการกระจายสินเชื่อดังกล่าวให้ถึงผู้ประกอบธุรกิจในวงกว้างและทั่วถึงมากที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดของจำนวนวงเงินตามมาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อที่มีอยู่จำกัด จึงกำหนดให้มาตรการนี้มีผลบังคับใช้กับผู้ประกอบธุรกิจที่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท รวมถึง ผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อกับระบบสถาบันการเงินมาก่อน

วงเงินรวมของสินเชื่อฟื้นฟู
250,000 ล้านบาท

ผู้ประกอบการใดบ้างที่มีสิทธิ์จะยื่นขอสินเชื่อฟื้นฟูได้บ้าง

ผู้ประกอบการที่จะขอกู้ยืม ต้องมีคุณสมบัติดังนี้

1) เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย ที่มีสถานประกอบการและประกอบธุรกิจในประเทศไทย

2) มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่จะให้สินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 หรือไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินใด ๆ เลย ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 โดยไม่นับรวมถึงวงเงินสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค เช่น วงเงินสินเชื่อส่วนบุคคล วงเงินสินเชื่อบัตรเครดิต วงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และวงเงินสินเชื่อเช่าซื้อ เว้นแต่ เป็นวงเงินสินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจ

3) ต้องไม่เป็นลูกหนี้ที่ถูกจัดชั้นเป็นสินทรัพย์จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน สินทรัพย์จัดชั้นสงสัย สินทรัพย์จัดชั้นสงสัยจะสูญ สินทรัพย์จัดชั้นสูญ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562

4) ต้องไม่เป็นบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เว้นแต่เป็นบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI)

5) ต้องไม่เป็นผู้ประกอบธุรกิจทางการเงิน

ผู้ประกอบการจะยื่นขอสินเชื่อได้ที่ไหนบ้าง และจะได้วงเงินสินเชื่อสูงสุดเท่าไหร่ 

กรณีผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่ออยู่กับสถาบันการเงิน ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 สามารถยื่นสมัครขอสินเชื่อฟื้นฟูได้ที่สถาบันการเงินนั้น ๆ โดยตรงตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ทั้งนี้ วงเงินสินเชื่อที่ผู้ประกอบการจะได้รับสูงสุดไม่เกินร้อยละ 30 ของวงเงินสินเชื่อของผู้ประกอบธุรกิจที่มีอยู่กับสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 หรือ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า แต่ต้องไม่เกิน 150 ล้านบาท (รวมวงเงิน soft loan เดิมที่เคยได้รับอยู่ก่อนด้วย) โดยไม่นับรวมวงเงินสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค

กรณีผู้ประกอบการที่ไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินแห่งหนึ่งแห่งใดเลย ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 สามารถยื่นสมัครขอสินเชื่อฟื้นฟูได้ที่สถาบันการเงินใดก็ได้ ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ทั้งนี้ จะได้รับวงเงินสูงสุดรวมกันทุกสถาบันการเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท 

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ได้รับสินเชื่อฟื้นฟูจะสามารถทยอยยื่นขอใช้สินเชื่อฟื้นฟูได้ไม่เกิน 3 ครั้งตลอดอายุโครงการของสินเชื่อฟื้นฟู และต้องใช้วงเงินสินเชื่อฟื้นฟูดังกล่าว เพื่อเสริมสภาพคล่องในการประกอบธุรกิจ ลดผลกระทบต่อการจ้างงาน และฟื้นฟูการประกอบธุรกิจ โดยจะต้องไม่นำไปชำระหนี้เดิมที่มีอยู่ 

ระยะเวลาในการกู้ยืมสินเชื่อฟื้นฟู 

ผู้ประกอบการสามารถขอวงเงินสินเชื่อฟื้นฟูที่มีอายุไม่เกิน 5 ปี แต่หากประสงค์ขอวงเงินสินเชื่อที่ยาวนานกว่านั้น ผู้ประกอบการต้องตกลงกับสถาบันการเงินเป็นรายกรณีไป โดยสถาบันการเงินอาจคิดอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างจากช่วง 5 ปีแรกได้ตามต้นทุนและความเสี่ยงของสถาบันการเงินที่ให้กู้ยืม 

ผู้ประกอบการจะมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง 

ดอกเบี้ย: ผู้ประกอบการไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนแรก และจ่ายดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 2 
ต่อปีใน 2 ปีแรกของสัญญา และเฉลี่ยไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปีในช่วง 5 ปีแรกของสัญญา ทั้งนี้ ตามอัตราที่สถาบันการเงินกำหนดโดยสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของตัวผู้ประกอบการเอง

ค่าธรรมเนียม: ผู้ประกอบการไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใด ๆ ให้แก่สถาบันการเงิน รวมถึง ดอกเบี้ยผิดนัดในส่วนของสินเชื่อฟื้นฟู ยกเว้น ค่าธรรมเนียมการค้ำประกันที่จ่ายให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อยม (บสย.) ตามอัตราที่ บสย. กำหนดร้อยละ 1.75 ต่อปีของวงเงินที่ค้ำประกัน โดยที่กระทรวงการคลังจะช่วยจ่ายชดเชยค่าธรรมเนียมการค้ำประกันในปีที่ 3 ถึงปีที่ 7 รวมแล้ว
ร้อยละ 3.5 ของวงเงินที่ค้ำประกัน 




Tag: