หน้าหลัก ส่งบทความให้เพื่อน พิมพ์หน้านี้ แบ่งปันใน Facebook

'NTMs'คุกคามหนักส่งออกไทย แฉรุนแรงถึงขั้นปลดคนงานแล้ว

'NTMs'คุกคามหนักส่งออกไทย แฉรุนแรงถึงขั้นปลดคนงานแล้ว

 

14-16 มิ.ย. 50

 

แฉมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี กระทบภาคการส่งออกรุนแรงถึงขั้นผู้ประกอบการบางรายรับศึกไม่ไหว ต้องปรับลดการผลิตลดคนงาน เตือนภายในสองปีข้างหน้าเตรียมรับมืออีกสองมาตรการใหม่ ISO26000 และมาตรการป้องกันก่อการร้ายของอียู ซึ่งเข้มข้นกว่าทุกมาตรการที่ผ่านมา


ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการที่ศูนย์ฯได้รับสนับสนุนทุนจากสำนักงานสนับสนุนการทำวิจัย
(สกว.)ให้ทำการศึกษาประเด็นปัญหามาตรการที่มิใช่ภาษี พบว่ามาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Measures:NTMs) ขณะนี้ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อผู้ประกอบการของไทย ถึงขั้นที่ว่าบางรายไม่สามารถปรับตัวได้ เนื่องจากต้องใช้เงินทุน ทำให้สินค้าที่ส่งออกไปถูกตีกลับ ในที่สุดผู้ประกอบการต้องลดการผลิตและลดคนงานลง ขณะนี้ศูนย์ฯกำลังศึกษาผลกระทบในเชิงลึกลงไปว่ากลุ่มอุตสาหกรรมใดได้รับผลกระทบรุนแรงสุด ปานกลางและกระทบน้อย โดยจะแยกให้เห็นชัดเจนเป็นรายยอุตสาหกรรม และขนาดของอุตสาหกรรมพร้อมทั้งจำนวนคนงานที่ลดลงอันเนื่องมาจากสาเหตุดังกล่าว คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้

"การค้าโลกเสรีไม่ว่าจะเป็นภายใต้กรอบเอฟทีเอ หรือกรอบดับบลิวทีโอ ได้ส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้าลดลง แต่ในทางกลับกันแต่ละประเทศต่างนำมาตรการที่มิใช่ภาษีมาเป็นเงื่อนไขการนำเข้า ซึ่งคิดว่าถึงเวลาที่ภาครัฐและเอกชนของไทยจะต้องมีความพร้อมรับมือมาตรการทางการค้าเหล่านี้"ดร.อัทธ์กล่าว พร้อมแนะว่า


ประเทศไทยควรมีหน่วยงานอัจฉริยะของชาติด้านมาตรการที่มิใช่ภาษี (
Thailand Non Tariff Measure Intelligence Unit) ซึ่งเป็นการสร้างเครือข่ายข้อมูลในหลายๆ ด้านระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สมาคมและกลุ่มผู้บริโภค โดยมีบทบาทหน้าที่ด้านระบบฐานข้อมูลมาตรการที่มิใช่ภาษีหลากหลายมิติ จัดทำรายงานความเคลื่อนไหวของมาตรการที่มิใช่ภาษีจากประเทศคู่ค้ารายเดือน จัดทำดัชนีมาตรการที่มิใช่ภาษีรายไตรมาส เป็นต้น


นายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ รองประธานคณะกรรมการกฎระเบียบและการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่าภายใน
1-2ปีข้างหน้า จะมีมาตรการที่มิใช่ภาษีที่สำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก ที่ผู้ส่งออกของไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นั่นคือมาตรฐาน ISO 26000 หรือ Corporate Social Responsibility:CSR ซึ่งเป็นมาตรฐานว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างรอบด้านไม่ว่าจะเป็นด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม รวมถึงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค หากบริษัทใดได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าวเรียกได้ว่าเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าของตนเองได้ระดับสากล แต่หากไม่สามารถทำได้อาจจะได้รับผลกระทบต่อการส่งออกได้

"มาตรฐานISO26000 เป็นมาตรฐานสากลอยู่ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ผลักดันโดยกลุ่มประเทศตะวันตก ได้มีการเจรจากันมาสองปีแล้ว หากตกลงกันได้ภายในปลายปีหน้าอาจจะมีผลบังคับใช้ปีถัดไป"


เขากล่าวตอนท้ายว่า นอกจากนี้วันที่
1ก.ค.2552 มาตรการป้องกันการก่อการร้ายของสหภาพยุโรปจะมีผลบังคับใช้ โดยผู้ส่งออกสินค้าทุกรายที่ส่งสินค้าเข้ายุโรปจะต้องแจ้งรายละเอียดสินค้าที่ส่งเข้า แต่ทั้งนี้หากบริษัทใดเป็นสมาชิก AEO (Authorized Economic Operator) จะได้รับอำนวยความสะดวกกว่าบริษัทที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ซึ่งกรมศุลกากรของไทยจะต้องแจ้งให้กับผู้ประกอบการไทยขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกAEO และต้องเตรียมการเนิ่นๆ แม้จะมีระยะเวลาอีก 2 ปีก็ตาม แต่หากไม่รีบดำเนินการถึงเวลานั้นสินค้าไทยอาจไม่ได้รับอำนวยความสะดวกและหากต้องใช้เวลาตรวจสอบสินค้าอาจเน่าเสียก่อให้เกิดความเสียหายได้

 

source : http://www.thannews.th.com


 

 

 



Tag: