หน้าหลัก ส่งบทความให้เพื่อน พิมพ์หน้านี้ แบ่งปันใน Facebook

มาตรการตอบโต้การอุดหนุนกับการส่งออก

มาตรการตอบโต้การอุดหนุนกับการส่งออก

บทความพิเศษ     โดย ดร.จักรินทร์ โกมลศิริ/ ดร.นิรัตน์ ทรัพย์ทวีธรรม/ ดร.กีรติ รัชโน

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังประสบมรสุมทางเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายเห็นว่าการส่งออกเป็นทางออกอย่างหนึ่งที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนได้พยายามที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อหามาตรการต่าง ๆ ที่จะสนับสนุนการส่งออก เช่น การให้การสนับสนุนทางด้านการเงินแก่ผู้ส่งออกโดยตรงหรือการยกเว้นภาษีอากรวัตถุดิบ หรือการลดหย่อนภาษีเงินได้ของนิติบุคคลหรือโครงการอุดหนุนการส่งออกของประเทศ ฯลฯ

การสนับสนุนที่กล่าวข้างต้นอาจจะเป็นการละเมิดต่อความตกลงว่าด้วยการอุดหนุน (Subsidy) ภายใต้กรอบขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization  : WTO) ที่ไทยเป็นภาคีด้วย ดังนั้น การที่รัฐบาลไทยในฐานะเป็นผู้ให้การสนับสนุนดังกล่าวอาจถูกประเทศสมาชิกอื่น ๆ ที่เป็นผู้นำเข้าสินค้าไทยตอบโต้ว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงในเรื่องนี้  เนื่องจากการอุดหนุนของรัฐบาลถือว่าเป็นการนำไปสู่การแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Distorted Competition) เพราะการอุดหนุนเป็นการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่ถูกต้อง (Disallocation of Resources)   และก่อให้เกิดการได้เปรียบในการแข่งขันทางด้านราคาแก่ผู้ส่งออกของประเทศที่ให้การอุดหนุน

ในระยะเวลา 15 ปี ที่ผ่านมาประเทศไทยถูกกล่าวหาว่าให้การอุดหนุนแก่อุตสาหกรรมหลายประเภทที่ผลิตเพื่อการส่งออก เช่น  สินค้าสิ่งทอ เครื่องไฟฟ้า อาหารสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์เหล็ก  โดยผลที่ตามมาสินค้าไทยถูกเรียกเก็บอากรตอบโต้การอุดหนุน (Counter-vailing Duties)  และทำให้สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นหรือถูกจำกัดปริมาณการนำเข้าในท้ายที่สุดก็จะมีผลต่อสินค้าไทยต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในประเทศนั้น โดยเฉพาะในประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย คือ สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปอีกทั้งประเทศมหาอำนาจทั้งสองยังมีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุนต่อประเทศที่กำลังพัฒนามากขึ้นอีกด้วย  เนื่องจากรัฐบาลของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีนโยบายให้การสนับสนุนและอุดหนุนต่ออุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออกและประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งทีถูกจับตามองว่ามีการให้การอุดหนุนต่ออุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก

ในทำนองเดียวกันประเทศไทยก็สามารถที่จะใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Anti-Subsidy Measure) ได้เช่นกันตาม "พระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.. 2542" กล่าวคือประเทศไทยสามารถตอบโต้การอุดหนุนและเรียกเก็บอากรตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duties) กับสินค้านำเข้าที่ได้รับการอุดหนุน (Subsidy) จากประเทศผู้ส่งออกอื่น ๆ ถ้าสินค้านำเข้าที่รับการอุดหนุนนั้น (Subsidized) สร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมภายในของไทย

สำหรับบทความนี้ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์ที่จะชี้ให้เห็นถึงความหมาย หลักการประเภทของการอุดหนุน (Subsidy) และเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้ส่งออกไทยเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว พร้อมทั้งแนวทางในการใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุนซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. อะไรคือการอุดหนุน?

การอุดหนุน คือ การที่รัฐให้การช่วยเหลือ สนับสนุน ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อภาคเอกชน ซึ่งตามความหมายของความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Subsidy & Countervailing Measure: SCM) ระบุว่าการอุดหนุนจะต้องประกอบด้วยปัจจัยดังต่อไปนี้

1.1 การให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน (Financial Contribution) อาจมีหลายรูปแบบดังต่อไปนี้

·          การให้การสนับสนุนเงินทุนโดยตรงในรูปแบบของเงินกินเปล่า (Grants) เงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และการที่รัฐซื้อหุ้นในกิจการของบริษัท

·          การให้การสนับสนุนทางด้านทุนทางอ้อม ซึ่งประกอบด้วยการยกเว้นภาษีอากร หรือการลดหย่อนภาษี (ภาษีรายได้นิติบุคคล หรือภาษีนำเข้า เป็นต้น)

·          การให้สินค้าหรือบริการที่นอกเหนือไปจากสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น รัฐสร้างถนนตัดตรงไปยังโรงงาน

·          การซื้อ/การจัดหาสินค้าโดยรัฐบาล

·          การสนับสนุน/การอุดหนุนทางด้านราคา

1.2 การอุดหนุนที่มาจากหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรที่รัฐมอบหมาย (by a Government or any Public Bodies) 

   ตามความตกลงฯ ได้ระบุว่าแหล่งที่มาของการอุดหนุนทางการเงินนั้น อาจมาจากหน่วยงานของรัฐบาลโดยตรง หรือหน่วยงานเอกชนที่รัฐได้มอบหมายให้ดำเนินการแทนเช่น รัฐบาลจาก ประเทศ ก. ได้ให้ธนาคารเอกชนรายหนึ่งเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน ด้วยการให้กู้ยืมอัตราดอกเบี้ยต่ำก็ถือว่าเป็นการอุดหนุนจากรัฐบาลเช่นเดียวกัน หรือรัฐบาลกลางมอบหมายให้รัฐบาลส่วนท้องถิ่นให้การช่วยเหลือทางด้านการเงิน ทั้งนี้ตามความตกลงฯ ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินของรัฐบาล

1.3 การก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ได้รับการอุดหนุน (Benefit)

   ตามความตกลงฯ คำว่าผล "ประโยชน์" หมายถึงการที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือต่ออุตสาหกรรม  นอกเหนือไปจากประโยชน์ที่บริษัทเอกชนพึงได้ตามกลไกของตลาด เช่น ถ้าอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินกู้ คือ อัตราร้อยละ 10 และรัฐบาลให้ภาคเอกชนกู้ในอัตราร้อยละ 6 จากตัวอย่างนี้  "ประโยชน์"  คือส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยในตลาดเงินกู้กับอัตราดอกเบี้ยที่รัฐให้เอกชนกู้ คือร้อยละ 4

1.4 การให้ที่เฉพาะเจาะจง (Specificity)

   เกณฑ์สุดท้ายในการพิจารณาว่ามาตรการของรัฐเป็นการอุดหนุนหรือไม่  คือการให้แบบเฉพาะเจาะจงมี 5 รูปแบบด้วยกัน คือ

·          การให้เฉพาะเจาะจงต่อบริษัท (Enterprise)  เช่น  รัฐระบุว่าบริษัท ก. ควรจะได้รับการช่วยเหลือ

·          การให้เฉพาะเจาะจงต่ออุตสาหกรรม (Industry) เช่น การให้ประโยชน์แก่อุตสาหกรรมเหล็ก ปิโตรเคมี ก็ถือว่าเป็นการให้เฉพาะเจาะจงต่ออุตสาหกรรม

·          การให้เฉพาะเจาะจงต่อภูมิภาค (Regional)  เช่น การที่รัฐมีมาตรการส่งเสริมให้เฉพาะแก่บริษัทในภาคเหนือและไม่ได้ให้ภาคอื่น ๆ ด้วย

·          การให้เฉพาะเจาะจงเพื่อการส่งออก คือการที่รัฐกำหนดเงื่อนไขในการส่งออก หากบริษัทประสงค์จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เช่น รัฐบาลตั้งข้อแม้ในการให้สิทธิประโยชน์ในการยกเว้นการเก็บภาษีนิติบุคคล ถ้าบริษัทนั้นทำการส่งออก

·         การให้การอุดหนุนเพื่อการใช้สินค้าภายในประเทศมากกว่าสินค้านำเข้า คือ การที่รัฐให้การสนับสนุนโดยตั้งข้อแม้ว่าจะต้องซื้อสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ เช่น ซื้ออะไหล่หรือชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทย

   เกณฑ์ที่กล่าวมาในเบื้องต้นนั้นถือว่าเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าการช่วยเหลือของรัฐเข้าข่ายการอุดหนุนหรือไม่ 

2. ประเภทของการอุดหนุน

   เมื่อทราบว่ามาตรการสนับสนุนของรัฐใด ๆ เป็นการอุดหนุนแล้วต่อไปจะพูดถึงประเภทของการอุดหนุนซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ

2.1    การอุดหนุนที่ไม่อนุญาตให้กระทำ   (Red Light Subsidy or Prohibited Subsidy) คือ การให้การอุดหนุนเพื่อการส่งออก (Export Subsidy) และการอุดหนุนให้มีการใช้สินค้าภายในประเทศมากกว่าสินค้านำเข้า เนื่องจาก 2 ประเด็นดังกล่าวสร้างความไม่เป็นธรรมให้กับการค้าระหว่างประเทศและสามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศผู้นำเข้าได้

2.2    การอุดหนุนที่อาจจะถูกตอบโต้ได้   (Yellow light Subsidy or Actionable Subsidy) การอุดหนุนประเภทนี้ต่างจากประเภทที่ 1 คือ การอุดหนุนสามารถกระทำได้แต่อาจถูกใช้มาตรการตอบโต้ทั้งในรูปแบบของการเก็บภาษีอากรพิเศษหรือนำไปสู่กระบวนการฟ้องร้องใน WTO หากพิสูจน์ได้ว่าการอุดหนุนนั้นก่อให้เกิดผลเสีย (Adverse Affect) ต่อประเทศสมาชิก

2.3    การอุดหนุนที่สามารกระทำได้ (Green Light Subsidy) การอุดหนุนประเภทนี้สามารถกระทำได้โดยจะไม่ก่อให้เกิดการตอบโต้ได้ กล่าวคือ การให้การอุดหนุนเพื่อการวิจัย การอุดหนุนในภูมิภาคที่ด้อยพัฒนา การให้การอุดหนุนในการปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรม แต่อย่างไรก็ตามแต่ละรูปแบบ แต่ละประเทศที่ให้การอุดหนุนต้องมีเกณฑ์ในการให้อย่างชัดเจน

 3. การดำเนินการของประเทศสมาชิก WTO ต่อการอุดหนุน ตามข้อตกลงฯ ประเทศสมาชิกสามารถเลือกจะตอบโต้ต่อการอุดหนุนได้ 2 แนวทาง คือ

3.1    การใช้แนวทางของการยุติข้อพิพาทของ WTO  การที่ขอให้ WTO ตั้งคณะกรรมการพิจารณาคดี (Panel) เพื่อขอให้พิจารณาว่าการที่ประเทศสมาชิกให้การสนับสนุนแก่อุตสาหกรรมของตนนั้นเข้าข่ายของการอุดหนุนหรือไม่  นอกจากนี้ผลที่ตามมานั้นก่อให้เกิดผลเสีย (Adverse Effects) แก่ประเทศสมาชิกอื่นหรือไม่ ยกเว้นแต่ถ้าเป็นการอุดหนุนที่ห้ามกระทำ (Red Light Subsidy) ที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีผลเสียต่อประเทศสมาชิกอื่น ๆ เพราะถือได้ว่าก่อให้เกิดผลเสียอยู่แล้ว ซึ่งผลลัพธ์ของการใช้แนวทางดังกล่าวนี้ คือประเทศที่ให้การอุดหนุนจะต้องยกเลิกโครงการอุดหนุนทันทีหรือมิฉะนั้นประเทศที่เป็นผู้เสียหายอาจตอบโต้ได้

3.2    การใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Measures)  คือ การที่ประเทศสมาชิกสามารถเรียกเก็บอากรการตอบโต้การอุดหนุนต่อสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่ให้การอุดหนุน การเรียกเก็บอากรดังกล่าวนั้น เพื่อปรับให้ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น การใช้แนวทางนี้มีหลักเกณฑ์ว่าจะต้องมีการพิสูจน์ว่าการอุดหนุนจะก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศนั้น ๆ หรือไม่

สรุป

การดำเนินธุรกิจส่งออกจะต้องคำนึงถึงกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศที่ประเทศไทยได้ทำความตกลงไว้กับ WTO นอกจากนั้นแล้วผู้ส่งออกควรที่จะทราบถึงมาตรการทางการค้าต่าง ๆ ที่จะมีผลกระทบต่อการส่งออกได้แก่ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน เนื่องจากมาตรการดังกล่าวมีทั้งผลดีและผลเสีย กล่าวคือ ผู้ส่งออกอาจถูกมาตรการตอบโต้โดยเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนในทางตรงกันข้ามประเทศไทยก็อาจใช้มาตรการดังกล่าว โดยเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในเพราะถูกคุกคามจากการค้าที่ไม่เป็นธรรม

หลังจากที่ผู้ส่งออกทราบว่าอะไร คือ การอุดหนุนและการอุดหนุนมีผลอย่างไร ผู้ส่งออกควรที่จะได้เตรียมตัวให้พร้อมกับสถานการณ์ที่แข่งขันกันอย่างรุนแรงในการค้าระหว่างประเทศ  โดยศึกษาถึงมาตรการทางการค้าต่าง ๆ รวมทั้งทำความเข้าใจกับมาตรการที่รัฐให้การสนับสนุนแก่ผู้ส่งออกว่าขัดกับความตกลงของ WTO หรือไม่ อย่างไรก็ตามการอุดหนุนยังมีประเด็นที่น่าติดตามในรายละเอียดมากกว่านี้ ซึ่งผู้เขียนจะนำเสนอในโอกาส

ที่มา: www.dft.moc.go.th



Tag: