หน้าหลัก ส่งบทความให้เพื่อน พิมพ์หน้านี้ แบ่งปันใน Facebook

ความคืบหน้ามาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี ที่เกี่ยวข้องกับสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก

ความคืบหน้ามาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี ที่เกี่ยวข้องกับสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก

(ระหว่าง พฤษภาคม 2550 - พฤษภาคม 2551)

 

* สหภาพยุโรปปรับปรุงระเบียบว่าด้วยวัสดุสัมผัสอาหาร

1. ความเป็นมา

            1.1 EU ให้ความสำคัญและเข้มงวดมากในการตรวจสอบสารที่หลุดออกมาจากวัสดุที่สัมผัสอาหารภาชนะบรรจุ และปนเปื้อนลงสู่อาหารที่บรรจุ เนื่องจากสารที่หลุดออกมาส่วนใหญ่เป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภค และส่งผลต่อคุณภาพอาหารทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ทำให้เชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโต รสชาติและสีอาหารเปลี่ยน เป็นต้น

            1.2 สารกลุ่มที่ EU ให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ สารกลุ่มพทาเลท (Phthalate) และสาร ESBO (Epoxidised Soy Bean Oil)

            - สาร กลุ่มพทาเลท (Phthalate) เป็นสารมลพิษและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ รวมทั้งมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนว่าสารกลุ่มนี้มีผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร ทำลายไต ท่อไต และกระเพาะปัสสาวะ

            - สาร ESBO เป็นสารที่หน่วยงาน EFSA เปิดเผยข้อมูลว่าอาจเป็นอันตราบต่อตับและไต โดยสามารถสะสมได้ในร่างกายซึ่งอาจเสี่ยงต่อสุขภาพผู้บริโภค

            1.3  ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2549 จนถึงปัจจุบัน EU ตรวจพบสารกลุ่ม Phthalate หลุดลอกออกมาจากฝาขวดแก้วที่ทำด้วยโลหะซึ่งมีประเก็นประกอบฝาเป็นพลาสติก และตกค้างอยู่ในอาหารที่บรรจุอยู่ในสินค้าอาหารนำเข้าจากหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย และพบว่ามีปริมาณสารดังกล่าวตกค้างเกินกว่าค่ามาตรฐาน ทำให้ EU ต้องแจ้งเข้าสู่ระบบ RASFF (RAPID ALERT FOR FOOD AND FEED SYSTEM) มากถึง 25 ครั้ง

            1.4 สินค้าอาหารไทยที่ส่งเข้า EU เริ่มพบปัญหาการตกค้างของสารกลุ่ม Phthalate ที่หลุดลอกออกมาจากฝาขวดแก้วที่ทำด้วยโลหะมีประเก็นประกอบฝาเป็นพลาสติกตั้งแต่ต้นปี 2550 โดยพบการตกค้างของสารกลุ่ม Phthalate 3 ชนิด คือ DINP, DIDP, และ DEHP ในสินค้าเครื่องปรุงรสที่มีไขมันและน้ำมันเป็นส่วนประกอบ ได้แก่ พริกแกงสำเร็จรูป ซอสและเต้าเจี้ยวที่บรรจุในภาชนะขวดแก้วมีฝาปิด โดยปริมาณสาร Phthalate ที่ตรวจพบอยู่ในช่วง 190-580 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (ppm) ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่ EU กำหนดให้ตกค้างได้เพียง .05 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (ppm)

            1.5 สำหรับตกค้างของสารกลุ่ม ESBO ในสินค้าอาหารไทย ยังไม่มีการแจ้งเข้าสู่ระบบ RASFF อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2550 เยอรมันตรวจพบสารกลุ่มนี้ตกค้างในอาหารสำหรับเด็กที่ผลิตโดยโปแลนด์ 1 รายการ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าไทยจะต้องเข้มงวดการตรวจสอบการตกค้างของสาร ESBO ในสินค้าอาหารที่บรรจุในขวดแก้วและมีฝาทำด้วยโลหะที่มีประเก็นประกอบฝาเป็นพลาสติกที่จะส่งออกไป EU ด้วย

 

2. สถานะปัจจุบัน

            2.1 ขณะนี้ EU เร่งทบทวนและแก้ไขกฎระเบียบด้านวัสดุสัมผัสอาหารที่เกี่ยวข้องกับภาชนะพลาสติก เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม โดยทบทวนการใช้สารกลุ่ม Phthalate ซึ่ง EU มีการใช้มาก 5 ชนิด คือ DINP (Di [Iso-Nonyl] Phthalate), EDHP (Di [2-Ehtylhexyl] Phthalate), DBP (Dibutyl Phthalate), DIDP (Di [Iso-Decyl] Phthalate), BBP (Butyl Benzyl Phthalate)

            2.2 ประเด็นปัญหาการหลุดลอกของสารกลุ่ม Phthalate และสาร ESBO จากประเก็นที่ทำจากพลาสติกประเภท PVC ของฝาขวดแก้วที่ทำด้วยโลหะลงสู่อาหารเป็นประเด็นใหม่ที่ EU เฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

            2.3 EU ประกาศกฎระเบียบเกี่ยวกับวัสดุพลาสติกที่ใช้สัมผัสอาหาร เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2550 กำหนดให้สาร ESBO เป็น 1 ใน 7 สารที่อนุญาตให้ใช้เป็นสารเจือปน หรือพลาสติกไซเซอร์เติมลงในการผลิตวัสดุพลาสติกได้ และกำหนดระดับสาร ESBO ที่อนุญาตให้หลุดลอกออกมาและตกค้างในอาหารได้ไม่เกิน 60 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ในอาหารทั่วไป และไม่เกิน 30 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ในอาหารสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 3 ปี จากเดิมที่อนุญาตให้หลุดออกมาได้ไม่เกิน 300 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งกฎระเบียบใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้กับสินค้าอาหารที่นำเข้า EU ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นไป

 

สาร

ค่า MRLs

กลุ่ม Phthalate

ไม่เกิน   0.05    มิลลิกรัม/กิโลกรัม

กลุ่ม ESBO – ในอาหารทั่วไป

ไม่เกิน   60      มิลลิกรัม/กิโลกรัม

               ในอาหารสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปี

ไม่เกิน   30      มิลลิกรัม/กิโลกรัม

 

 

 

* สหภาพยุโรป (EU) แก้ไขกฎระเบียบการใช้วัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกที่ได้จาก

การรีไซเคิล

 

ด้วยสหภาพยุโรป (EU) ได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการ Commission Regulation (EC) No 282/2008 of 27 March 2008 on recycled plastic materials and articles intended to come into contact with foods and amending Regulation (EC) No 2023/2006 โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 86 Volume 9 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2551 ว่าด้วย กฎระเบียบการใช้วัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกที่ได้จากการรีไซเคิลที่สัมผัสกับอาหาร

 

1. กฎระเบียบใหม่นี้เป็นกฎระเบียบกลาง    ว่าด้วยการใช้วัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกที่ได้จากการรีไซเคิลที่สัมผัสกับอาหาร โดยการแก้ไขกฎระเบียบในครั้งนี้ได้ยึดถือแนวทางให้สอดคล้องกับกฎระเบียบว่าด้วยวัสดุบรรจุภัณฑ์และสารที่สัมผัสกับอาหาร (Regulation (EC) No 1935/2004 of the European Parliament and of the Council of 27 October 2004 on materials and articles intended to come into contact with food)* และเป็นการยกเลิกกฎระเบียบเดิม อันได้แก่ Commission Regulation (EC) 2023/2006 of 22 December 2006 on good manufacturing practice for materials and articles intended to come into contact with food ซึ่งขณะนี้ EU มีมาตรการควบคุมวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสกับอาหาร ให้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค หรือเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ/คุณสมบัติของอาหาร กฎระเบียบใหม่นี้เป็นปรับมาตรฐานของประเทศสมาชิก EU-27  ให้อยู่ในมาตรการเดียวกัน (harmonisation) ไม่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำที่แตกต่างในทางปฏิบัติ

 

2. กฎระเบียบนี้ครอบคลุมต่อวัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสกับอาหารที่ผลิตได้จากพลาสติกรีไซเคิล ตามระบุในมาตราที่ 1 ของกฎระเบียบ Directive 2002/72/EC หากไม่ครอบคลุมกับวัสดุและบรรจุภัณฑ์ ดังต่อไปนี้

            2.1 วัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิลที่ผลิตจาก monomers และ depolymerization

            2.2 วัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิลที่ผลิตได้จากเศษการผลิตหรือการแปรรูปที่ถูกต้องตามกฎระเบียบ Directive 2002/72/CE ด้วยแล้ว

            2.3 วัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิล ซึ่งพลาสติกรีไซเคิลที่ใช้อยู่ข้างหลังที่กั้นพลาสติก (in which the recycled plastic is used behind a plastic functional barrier) ตามระบุในกฎระเบียบ Directive 2002/72/EC

            2.4 วัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่กล่าวถึงในข้อ 1.1 – 1.3 ต้องปฎิบัติตามกฎระเบียบ Directive 2002/72/EC

 

3. บริษัทรีไซเคิลพลาสติก (recycler) ในประเทศไทยที่ต้องการจะส่งผลิตภัณฑ์ของตนไปจำหน่ายยัง EU จะต้องยื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตกระบวนการผลิตที่มีส่วนประกอบของวัสดุรีไซเคิลที่ตนใช้อยู่ต่อหน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารประจำสหภาพยุโรป European Food Safety Authority : EFSA) ผ่านทางหน่วยงานผู้รับผิดชอบ (competent authority) ของประเทศสมาชิก EU ที่ตนต้องการ จะส่งสินค้าเข้าไปจำหน่าย โดยทาง EFSA จะใช้เวลาในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวเป็นระยะเวลา 6 เดือนนับจากที่ได้รับคำร้อง ซึ่งเมื่อกระบวนการรีไซเคิล (recycling process) ได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบของประเทศสมาชิก EU นั้นๆ แล้ว ทางหน่วยงานผู้รับผิดชอบของประเทศสมาชิก EU จะได้นำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมาธิการยุโรป ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการยุโรปด้านห่วงโซ่อาหารและสุขภาพสัตว์ (EU Standing Committee on the Food Chain and Animal Health) ซึ่งจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่ EU จะอนุญาตกระบวนการรีไซเคิลนั้นๆ อย่างเป็นทางการ

 

4. วัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสกับอาหารที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิลจะสามารถวางจำหน่ายในตลาด EU ได้ ก็ต่อเมื่อวัสดุและบรรจุภัณฑ์นั้นๆ ผลิตได้จากพลาสติกที่มีกระบวนการรีไซเคิลที่ถูกต้องตามกฎระเบียบนี้กำหนดเท่านั้น   ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะต้องได้รับการควบคุมจากระบบรับรองคุณภาพ (quality assurance system) ตามระบุในภาคผนวกของกฎระเบียบ Regulation (EC) No 2023/2006

 

5. สาระสำคัญที่กฎระเบียบใหม่นี้ มีความเกี่ยวข้องและครอบคลุมต่อประเทศที่สามในประเด็นดังนี้

            5.1 กฎระเบียบใหม่นี้ครอบคลุมต่อวัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตได้จากพลาสติกรีไซเคิลและภาชนะที่ใช้ปิดคลุม (wrap)  ทั้งจากภายใน EU และภายนอก EU (อันจะครอบคลุมต่อประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่สามด้วย)

            5.2 อย่างไรก็ดี ในชั้นต้นนี้ ทาง EU กำหนดว่า EFSA จะออกคู่มือประเมินความปลอดภัยของกระบวนการรีไซเคิล (Guidelines for the safety assessment of a recycling process) ภายใน 6 เดือนหลังจากที่กฎระเบียบฉบับนี้ประกาศใน OJ (ประกาศ ณ วันที่ 28 มีนาคม 2551) เพื่อปรับใช้เป็นเวลา 18 เดือน ซึ่งคู่มือดังกล่าวจะเป็นคู่มือแนะนำการรีไซเคิลพลาสติก ในระหว่างที่ทางคณะกรรมาธิการยุโรปจะได้รวบรวมคำร้องจากกลุ่มประเทศสมาชิกเพื่อพิจารณาก่อนที่จะกฎระเบียบดังกล่าวนี้จะถูกปรับใช้จริงต่อไป ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลารวมแล้วประมาณ 2 – 3 ปีนับจากนี้  

            5.3 ดังนั้น บริษัทรีไซเคิลพลาสติก (recycler) ในประเทศไทยที่ต้องการจะส่งผลิตภัณฑ์ของตนไปจำหน่ายยัง EU จะต้องยื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตกระบวนการผลิตที่ตนใช้อยู่ต่อหน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารประจำสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority : EFSA) ผ่านทางหน่วยงานผู้รับผิดชอบ (competent authority) ของประเทศสมาชิก EU ที่ตนต้องการจะส่งสินค้าเข้าไปจำหน่าย โดยการยื่นคำร้องจะต้องกระทำภายในช่วงเวลา 18 เดือนในระหว่างที่มีการปรับใช้คู่มือประเมินความปลอดภัยของกระบวนการรีไซเคิล (กล่าวคือต้องยื่นคำร้องระหว่างวันที่ 28 กันยายน 2551 - วันที่ 28 มกราคม 2553) ซึ่งหากการยื่นคำร้องล่าช้าจะส่งผลให้สินค้าที่ตนผลิตอยู่จะสามารถส่งออกไปจำหน่ายไปยัง EU ได้อีกเพียง 6 เดือนภายหลังจากที่คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกผลการพิจารณาอนุญาตรอบแรกเสร็จสิ้นลง ซึ่งหลังจากนั้น วัสดุและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ไม่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลที่ถูกต้องตามกฎหมายจะไม่สามารถส่งออกไปจำหน่ายยัง EU ได้อีกต่อไปในอนาคต

            5.4 บริษัทผู้ส่งออกสินค้าอาหารไทยที่ใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิลควรประสานงานร่วมกับกลุ่มบริษัทผู้ผลิตพลาสติกรีไซเคิลของไทยในการยื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตกระบวนการผลิตต่อ EU ในครั้งนี้ตามกรอบเวลาที่กำหนดต่อไป  

 

6. ประกาศฉบับนี้ จะมีผลปรับใช้อย่างเป็นทางการ 20 วันถัดจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 28 มีนาคม 2551) เป็นต้นไป

 

*  คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศระเบียบเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมสำหรับการจดทะเบียนสารเคมี

และค่า charges อื่นๆ ภายใต้ระเบียบ REACH

 

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศระเบียบ Commission Regulation (EC) No 340/2008 ใน Official Journal วันที่ 17 เมษายน 2551 เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมสำหรับการจดทะเบียนสารเคมี และค่า charges อื่นๆ ภายใต้ระเบียบ REACH สำหรับการจดทะเบียนสารเคมีล่วงหน้าตามระเบียบ REACH ที่จะต้องดำเนินการระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 1 ธันวาคม 2551 ทั้งนี้ หากไม่มีการดำเนินการจดทะเบียนสารเคมีล่วงหน้าโดยผู้นำเข้าหรือ only representative ที่แต่งตั้งโดยผู้ประกอบการนอก EU ให้ทันตามกำหนดเส้นตายในเรื่อง pre-registration แล้ว  จะมีผลทำให้ระเบียบในเรื่องการจดทะเบียนสารเคมีนั้นๆ ต้องปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2551  ซึ่งผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสารเคมีของ EU ที่ไม่จดทะเบียนล่วงหน้าให้ทันก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2551 จะไม่สามารถผลิตหรือนำเข้าสารเคมีนั้นๆ ได้ต่อไป จนกว่าจะยื่นแฟ้มข้อมูลจดทะเบียนสารเคมีนั้นตามระเบียบ REACH ให้เสร็จสมบูรณ์ครบสามสัปดาห์ไปแล้ว        

 

*  สหภาพยุโรป (EU) แก้ไขภาคผนวกของกฎระเบียบการใช้วัสดุและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่

สัมผัสกับอาหาร

 

ด้วยสหภาพยุโรป (EU) ได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการ Commission Directive 2008/39/EC of 6 March 2008 amending Directive 2002/72/EC relating to plastic materials and articles intended to come into contact with food โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 63 Volume 6 เมื่อวันที่ มีนาคม 2551 ว่าด้วย กฎระเบียบการใช้วัสดุและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สัมผัสกับอาหาร สำหรับรายละเอียดที่เกี่ยวข้องของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติม ดังนี้

 

            1. กฎระเบียบใหม่นี้เป็นกฎระเบียบกลาง ว่าด้วยการใช้วัสดุและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สัมผัสกับอาหาร โดยการแก้ไขกฎระเบียบในครั้งนี้ได้ยึดถือแนวทางให้สอดคล้องกับกฎระเบียบว่าด้วยวัสดุบรรจุภัณฑ์และสารที่สัมผัสกับอาหาร (Regulation (EC) No 1935/2004 of the European Parliament and of the Council of 27 October 2004 on materials and articles intended to come into contact with food) ซึ่งเป็นการแก้ไขในส่วนของภาคผนวกของกฎระเบียบเดิม Commission Directive 2002/72/EC (รายละเอียดปรากฏตามภาคผนวกของกฎระเบียบนี้) โดยเป็นการปรับปรุงบัญชีรายชื่อตัวสาร (substance) และสารเสริม (additive) ตลอดจนค่า SML ของสารแต่ละตัวที่อนุญาตให้มีในวัสดุและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สัมผัสกับอาหารได้   

            2. การแก้ไขกฎระเบียบดังกล่าวได้อยู่ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการยุโรปด้านห่วงโซ่อาหารและสุขภาพสัตว์ (EU Standing Committee on the Food Chain and Animal Health) ด้วยแล้ว                        

            3. EU ได้กำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่านในการปรับใช้กฎระเบียบดังกล่าว ดังนี้

                        1) ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2009 เป็นต้นไป การค้าขายและการใช้วัสดุและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สัมผัสกับอาหารจะได้รับอนุญาตก็ต่อเมื่อปฏิบัติตามกฎระเบียบ Directive 2002/72/EC ที่ได้รับการแก้ไขตามกฎระเบียบนี้ด้วยแล้ว

                        2) ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2009 เป็นต้นไป ห้ามการผลิตและการนำเข้าวัสดุและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สัมผัสกับอาหารที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ Directive 2002/72/EC และไม่ได้รับการแก้ไขตามกฎระเบียบนี้

            4. ประกาศฉบับนี้ จะมีผลปรับใช้อย่างเป็นทางการ 20 วันถัดจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 7 มีนาคม 2551) เป็นต้นไป

 

*  ร่างกฎหมายปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าอุปโภคของสหรัฐอเมริกา

 

สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา ได้ผ่านความเห็นชอบร่างกฎหมายปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าอุปโภค (Consumer Product Safe Modernization Act) โดยร่างกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าอุปโภคที่อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงาน Consumer Product Safety Commission (CPSC) โดยเฉพาะสินค้าสำหรับเด็กซึ่งมีปัญหาอย่างมากในปี 2550 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของทั้งสองสภาจะถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่วม เพื่อพิจารณาส่วนที่แตกต่างของทั้งสองร่างกฎหมาย หากเห็นชอบก็จะเสนอให้ประธานาธิบดีลงนามเป็นกฎหมายบังคับใช้ต่อไป

 

สาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าวโดยสรุป

 

            1. ร่างกฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ทั้งสินค้าที่ผลิตภายในประเทศสหรัฐฯ และสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ

            2. กำหนดมาตรฐานสินค้าสำหรับเด็กที่สำคัญ ดังนี้

                        1) ห้ามจำหน่ายสินค้าของเล่นในประเทศ รวมทั้งชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่งที่มีสาร ตะกั่วเจือปนเกินกว่าที่กำหนด ดังนี้

 

            การบังคับใช้          

ปริมาณสารเจือปนที่ห้าม

1 ปี ภายหลังกฎหมายใช้บังคับ

มากกว่าร้อยละ 0.03 ของน้ำหนักรวมของสินค้าหรือชิ้นส่วนของสินค้านั้น

3 ปี ภายหลังกฎหมายใช้บังคับ

มากกว่าร้อยละ 0.01 ของน้ำหนักรวมของสินค้าหรือชิ้นส่วนของสินค้านั้น

 

                        อย่างไรก็ดี หาก CPSC พิจารณาเห็นว่าสัดส่วน 0.01 นั้น เป็นไปไม่ได้ทางเทคโนโลยี ก็ให้ CPSC พิจารณาสัดส่วนของสารตะกั่วที่เหมาะสมแต่ต้องต่ำกว่าร้อยละ 0.03 ทั้งนี้ การพิจารณาสัดส่วนดังกล่าว CPSC จะศึกษาความเป็นไปได้ในการกำหนดระดับมาตรฐาน โดยร่วมมือกับ National Academy of Sciences และ National Institute of Standard and Technology

                        2) กำหนดให้มีการ Tracking Labels

            3. กำหนดให้ CPSC แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ประจำ National Targeting Center ของหน่วยงานศุลกากรและการปกป้องชายแดน (Custom and Border Protection: CBP) เพื่อช่วยประสานในการระบุสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

            4. นอกจากนี้ ร่างกฎหมายนี้ยังระบุมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าอุปโภคอื่นๆ เช่น ไฟแช็ค สินค้าสำหรับทารกและเด็กอ่อน สินค้าที่มีส่วนประกอบของสาร Phthalates สินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น

 

 

************************************************

 

ที่มา:     รวบรวมจากเอกสารประกอบการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหามาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี

            (NTBs Early Warning), หนังสือหน่วยงานราชการที่แจ้งมายังสภาอุตสาหกรรมฯ และเวบไซต์

            กรมการค้าต่างประเทศ



Tag: