หน้าหลัก ส่งบทความให้เพื่อน พิมพ์หน้านี้ แบ่งปันใน Facebook

เศรษฐกิจโลก กับแนวโน้มมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด

2008-11-27

 

มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด หมายถึง การที่ประเทศผู้นำเข้าตอบโต้การนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้า ที่มีการกำหนดราคาสินค้าต่ำกว่าราคาปกติ หรือราคาที่ต่ำกว่าประเทศส่งออกนั้นขายในประเทศ การที่จะพิสูจน์ว่ามีการทุ่มตลาดนั้น ต้องพิสูจน์จาก 2 มิติด้วยกันคือ มีการทุ่มตลาดเกิดขึ้นจริงจากการนำเข้า และการทุ่มตลาดดังกล่าว ก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายในประเทศนำเข้า รศ.ทัชชมัย ฤกษสุต (แห่งคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) อธิบายไว้ว่า ความเสียหายนั้นต้องเกิดกับ "สินค้าชนิดเดียวกัน" ระหว่างสินค้าผลิตจากอุตสาหกรรมในประเทศและจากการนำเข้า ความเสียหายนั้นพิจารณาจากปริมาณ (การนำเข้าเพิ่มเป็นอย่างมาก ส่วนแบ่งการตลาดของสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น ส่วนแบ่งการตลาดของอุตสาหกรรมในประเทศลดลง ปริมาณการผลิตสินค้าในประเทศลดลง หรือสินค้าคงคลังของอุตสาหกรรมในประเทศเพิ่มขึ้น) ราคา (สินค้านำเข้า กด/ตัดราคาสินค้าในประเทศหรือทำให้สินค้าในประเทศขึ้นราคาไม่ได้) ปัจจัยอื่น ๆ (กำไรลดลง การจ้างงานลดลง ผลตอบแทนการลงทุนลดลง ไม่สามารถเพิ่มทุนหรือลงทุนได้ หรือการประสบปัญหาเงินทุนหมุนเวียนของอุตสาหกรรมในประเทศ) ความเสียหายที่เกิดจากอุตสาหกรรมในประเทศดังกล่าว ต้องนำมาพิจารณาประกอบกับราคานำเข้าที่เป็นราคาที่ต่ำกว่าปกติ จึงจะใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดได้ โดยการเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดเพื่อขจัดช่องว่างระหว่างราคาดังกล่าว

การใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับวัฏจักรเศรษฐกิจ ในขณะที่เศรษฐกิจโลกเจริญเติบโตดี การใช้มาตรการมีจำนวนน้อย เพราะอุตสาหกรรมมีผลประกอบการที่ดี ในทางตรงกันข้าม หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจะพบว่า มีการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดของนานาชาติมากขึ้น แม้ว่าบ่อยครั้งความเสียหายของอุตสาหกรรมอาจจะไม่ได้มาจากการทุ่มตลาด แต่เป็นการใช้มาตรการเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศ ทั้งนี้การไต่สวนด้วยมาตรการดังกล่าว มีผลกระทบต่อประเทศผู้ส่งออกโดยตรง การไต่สวนหลาย ๆ กรณีไม่พบว่า มีการทุ่มตลาดจริง แต่การไต่สวนบ่อยครั้ง ถูกกดดันจากภาคอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับภาคการเมือง

มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดส่วนใหญ่ถูกใช้กับวัตถุดิบ สินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้ากึ่งวัตถุดิบ ในปี 2550 พบว่า จำนวนการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดมีการใช้น้อยมาก เพราะสินค้าโภคภัณฑ์และวัตถุดิบต่าง ๆ มีราคาสูง ในทางตรงกันข้าม รายการจากองค์การการค้าโลก (ตุลาคม 2551) พบว่า ครึ่งปีแรกของ 2551 ขณะที่ราคาวัตถุดิบ สินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้ากึ่งวัตถุดิบ เริ่มตกต่ำลง มีการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดใหม่เพิ่มขึ้นกว่าปี 2550 ถึงร้อยละ 39 หรือมีการไต่สวนทั้งหมด 85 กรณี เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ซึ่งมีเพียง 61 กรณี ซึ่งเป็นรายการสินค้าประกอบไปด้วย กลุ่มโลหะพื้นฐาน (21 กรณี) กลุ่มสิ่งทอ (20 กรณี) และกลุ่มเคมีภัณฑ์ (10 กรณี) ซึ่งมีเป้าหมายของมาตรการมุ่งต่อสินค้าการส่งออกของจากจีน ไทย สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ มาเลเซีย ไต้หวัน และเวียดนาม ซึ่งเห็นได้ว่า 2 รายการหลักเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ และอีกรายการเป็นสินค้าใช้แรงงานจำนวนมาก

ดังนั้นกล่าวได้ว่า การที่เศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะภาคการเงินที่คาดว่าจะชะลอตัวต่อเนื่อง ในปี 2551 และ 2552 มีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ และมีความเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่มาตรการปกป้องทางการค้ามากขึ้น เป็นที่แน่นอนว่า เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงจะมีผลต่ออุตสาหกรรมในประเทศ แต่ผลนั้นอาจจะถูกนำโยงไปหาการทุ่มตลาด ซึ่งก็พิสูจน์ได้ไม่ง่ายนั้น อีกทั้งสินค้าที่ถูกกล่าวหาว่ามีการทุ่มตลาดนั้น ปกติเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งการจัดการสินค้าโภคภัณฑ์จะต้องอาศัยกลยุทธ์ทางธุรกิจที่แตกต่างจากสินค้าอื่น ๆ เช่นอาศัยการผลิตแบบประหยัดต่อขนาด ซึ่งหมายถึง ผลิตอย่างเต็มกำลังการผลิตโดยตลอดแม้ว่าเศรษฐกิจชะลอตัว เพราะยิ่งผลิตมากยิ่งถูก จึงทำให้เกิดอุปทานส่วนเกินขึ้น และมีการลดราคาสินค้าแข่งกันมากขึ้น นำไปสู่ข้อกล่าวหาว่ามีการทุ่มตลาด ทั้งที่การลดราคาดังกล่าวเป็นเหตุผลทางธุรกิจเพื่อขจัดอุปทานส่วนเกินชั่วคราว มากกว่าการจงใจทุ่มตลาด

ข้อควรระวังของการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดนั้นคือ เป็นการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งมักจะเป็นอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ วัตถุดิบ หรือสินค้ากึ่งวัตถุดิบ เพื่อให้อยู่รอดจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่การปกป้องดังกล่าวจะทำให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้รับผลกระทบทางลบตามไปด้วย เพราะอุตสาหกรรมนั้นๆจะต้องประสบกับปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้น จากการเก็บภาษีการตอบโต้การทุ่มตลาด เพราะใช้สินค้าโภคภัณฑ์เป็นปัจจัยการผลิต ซึ่งจะมีราคาสูงขึ้น และทำให้บางอุตสาหกรรมต้องเลิกกิจการ ผลสุดท้ายจึงจะเกิดการว่างงานเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจการเมือง ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตาม หากมีการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดเพื่อให้อุตสาหกรรมตนเองอยู่รอด ต้องคำนึงถึงผลที่จะตามมาในภาคสังคมอีกมากมาย และรัฐบาลประเทศดังกล่าวต้องรับผิดชอบในผลที่ตามมาด้วย

 

ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ



Tag: