หน้าหลัก ส่งบทความให้เพื่อน พิมพ์หน้านี้ แบ่งปันใน Facebook

กระทรวงอุตสาหกรรมหนุนธุรกิจไทยบุกตลาดเออีซี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ชูเออีซีหนุนไทยแสดงศักยภาพของการเป็นศูนย์กลางด้านการเชื่อมโยงและการลงทุนที่สำคัญในอาเซียน พร้อมแนะผู้ประกอบการไทย เตรียมขยายเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย หลังทิศทางประชากรเพิ่มเป็น 300 ล้านคนภายในปี 2030 ด้านเลขาธิการบีโอไอ เล็งเดินหน้าสร้างความรู้ผู้ประกอบการภูธร หวังเอสเอ็มอีได้ประโยชน์สูงสุด

นายประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในงานสัมมนาและจัดอบรม“การเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ เออีซี รุกหรือรับ” พร้อมกับร่วมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “นักลงทุนไทยพร้อมรุกสู่ AEC” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ บีโอไอ ว่า การรวมกลุ่มของประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ เพื่อเข้าสู่ “ประชาคมศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC” อย่างเต็มรูปแบบในปี 2558 จะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการของไทยในการขยายตลาดการค้าและการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยบีโอไอจึงได้จัดการอบรมในครั้งนี้ขึ้น เพื่อชี้ให้เห็นถึงโอกาสและสิ่งที่นักธุรกิจไทยต้องปรับตัวเพื่อให้มีความพร้อมในการแข่งขัน

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ศักยภาพของตลาดที่มีขนาดใหญ่ของอาเซียนจากจำนวนประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน เพิ่มโอกาสและใช้ประโยชน์จากข้อตกลงต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อาทิ การเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิตให้มีความเข้มแข็ง โดยใช้ประโยชน์จากภาษีนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบเป็นศูนย์ ที่จะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่างๆ ของไทย อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ที่ปัจจุบันต้องพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ประมาณร้อยละ 4-6

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสของภาคอุตสาหกรรมไทยในการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ ด้วยการเข้าไปลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม (CLMV) ที่มีความพร้อมทั้งทรัพยากรธรรมชาติ และแรงงานราคาถูก อาทิ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติแร่ธาตุ อัญมณี ป่ าไม้ สัตว์น้ำ และพื้นที่ทำการเกษตร เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ประกอบการไทยจะสามารถขยาย
ตลาดสินค้าได้เพิ่มขึ้น ซึ่งประเทศที่น่าจับตามอง ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย ที่มีจำนวนประชากรกว่า 250 ล้านคน และคาดว่าจะขยายเป็น 300 ล้านคน ภายในปี 2030 โดยในจำนวนมากกว่าครึ่งของประชากร เป็นคนที่มีอายุ่ต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

อย่างไรก็ตามในภาวการณ์แข่งขันของขนาดตลาดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องมีการปรับตัวควบคู่ไปด้วย โดยสิ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจให้ได้อย่างชัดเจน ศึกษาศักยภาพในแต่ละประเทศ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรในด้านภาษา ขณะที่กลุ่มเอสเอ็มอีอาจจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่าย พันธมิตร
หรือหุ้นส่วนทางธุรกิจ เพื่อลดความเสี่ยงให้การเข้าไปเปิดตลาดในประเทศที่น่าสนใจ “การรวมกันภายใต้เออีซีจะสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยทุกระดับตั้งแต่รายใหญ่ ไปจนถึงกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ซึ่งภาครัฐ และหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงอุตสาหกรรม เช่น บีโอไอ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้เร่งที่จะเข้าไปเสริมสร้างความรู้และความช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มีความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจัดงานอบรมการให้ความรู้ในครั้งนี้จะเป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยสร้างความรู้และความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการได้โดยตรงมากขึ้น” นายประเสริฐกล่าว

นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า การจัดอบรมในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงเข้าร่วมกว่า 120 คน โดยวิทยากรที่มีความรอบรู้ในเรื่องเออีซี ในด้านต่างๆ อาทิ ด้านกฎหมาย ระเบียบปฎิบัติ และการทำธุรกรรมการเงินในต่างประเทศ จะร่วมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการไทยเพื่อนำไปสร้างความพร้อมและช่วยลดความเสี่ยงในการ
ขยายธุรกิจ ขณะเดียวกันผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับฟังประสบการณ์ตรงของผู้ประกอบการที่เข้าไปดำเนิน
ธุรกิจในต่างประเทศแล้วเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่น่าสนใจ“ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะนักธรุกิจในภูมิภาคกลุ่มเอสเอ็มอี ยังต้องการข้อมูล และการถ่ายทอดประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ ที่เป็นปัจจัยสำคัญของการจะสร้างโอกาสจากการเข้าสู่เออีซี บีโอไอจึงได้จัดให้มีกิจกรรมนี้ขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการนำไปใช้วางแผนการลงทุนรวมถึงใช้ประโยชน์จากการรวมกลุ่มเออีซีได้อย่างเต็มที่ต่อไป ”นายอุดม กล่าว

แหล่งที่มา BOI http://www.boi.go.th/upload/content/งานอบรมAEC_17772.pdf

Tag: