| อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก 2550 |
อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก
อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติกเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่สำคัญยิ่งต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับ ผู้ประกอบการจำนวนมากหลายพันราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม นอกจากนี้พลาสติกยังเป็นอุตสาหกรรมเชื่อมต่อระหว่างอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ป้อนวัตถุดิบเม็ดพลาสติก ซึ่งผลิตต่อเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกรูปแบบต่างๆ กับอุตสาหกรรมต่อเนื่องนานาประเภท อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องแต่งกาย รองเท้า วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องเขียน ของเล่น เครื่องกีฬา บรรจุภัณฑ์ อาหารแปรรูป ฯลฯ ที่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกเป็นวัตถุดิบ กึ่งสำเร็จรูปหรือเป็นส่วนประกอบการผลิต แต่อย่างไรก็ดี ในช่วงปี 2550 ที่ผ่านมาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติกกลับประสบปัญหาต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีราคาสูงขึ้นตลอดปี 2550 ทำให้ต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะราคาเม็ดพลาสติกที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าพลาสติกสูงตามไปด้วย นอกจากนี้ยังประสบกับปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าภาครัฐจะได้มีมาตรการลดผลกระทบแล้วก็ตาม
ผลิตภัณฑ์พลาสติก
ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ผลิตในประเทศไทย ที่สำคัญได้แก่ ถุงและกระสอบพลาสติก แผ่นฟิลม์ ฟอยล์ เป็นต้น อุตสาหกรรมพลาสติกมีจำนวนโรงงานทั่วประเทศประมาณ 5,000 โรง ทั้งนี้โรงงานส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก และมีเพียงร้อยละ 10 ที่เป็นโรงงานขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมที่ใช้พลาสติกเป็นวัตถุดิบในการผลิตได้แก่ บรรจุภัณฑ์ สิ่งทอ รองเท้า วัสดุก่อสร้าง ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น โครงสร้างต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติกประกอบด้วยวัตถุดิบ(เม็ดพลาสติก) ร้อยละ 70 แรงงานร้อยละ 10 – 15 พลังงานร้อยละ 8 ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ ร้อยละ 7-12
การตลาด
การส่งออก
ปี 2550 ผลิตภัณฑ์พลาสติกมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 2,387.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 20.23 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร กลุ่มประเทศในอาเซียน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ผลิตภัณฑ์หลักที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 3 ลำดับแรกได้แก่ แผ่นฟิล์ม ฟอยล์ และแถบ ถุงและกระสอบพลาสติก และเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารพลาสติก ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 29.91 23.21 และ 4.76 เมื่อเทียบกับยอดรวมการส่งออกผลิตภัณฑ์ในหมวดนี้ พบว่าผลิตภัณฑ์หลักที่จะมีอัตราการส่งออกเพิ่มขึ้นมากได้แก่ แผ่นฟิล์ม ฟอยล์และแถบ พลาสติกปูพื้นและผนัง และ กล่องหีบที่ทำด้วยพลาสติก โดยมีอัตราการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.79 31.49 และ 73.00 ตามลำดับ
การส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกไปตลาดหลัก เช่น สหรัฐอเมริกาอาจได้รับผลกระทบเพราะปัญหาตลาดซับไพรม์ หรือ ภาวะวิกฤติสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์คุณภาพต่ำ ซึ่งเป็นปัญหาเศรษฐกิจภายในของสหรัฐฯ ในขณะที่ตลาดรอง เช่น ออสเตรเลียพบว่าการส่งออกดีขึ้นและจะดีขึ้นอีกในปีหน้าเพราะการลดภาษีนำเข้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 ที่จะกลายเป็น 0 ในปี 2551
|
ประเภทผลิตภัณฑ์ |
มูลค่าส่งออก (ล้านเหรียญสหรัฐฯ) |
2548 เทียบกับ2549 (ร้อยละ) |
2549 เทียบกับ2550 (ร้อยละ) | |||||||
|
2546 |
2547 |
2548 |
2549 |
2550 |
Q4 2548 |
Q4 2549 |
Q4 2550 | |||
|
ถุงและกระสอบพลาสติก |
385.0 |
372.9 |
518.8 |
530.4 |
554.0 |
133.5 |
124.4 |
157.8 |
2.24 |
4.45 |
|
แผ่นฟิล์ม ฟอยล์และแถบ |
354.2 |
466.1 |
536.7 |
558.7 |
714.0 |
138.7 |
128.0 |
197.5 |
4.10 |
27.79 |
|
เครื่องแต่งกายและของใช้ประกอบฯ |
34.1 |
25.8 |
22.6 |
17.9 |
21.3 |
5.1 |
3.9 |
5.8 |
-20.80 |
18.88 |
|
กล่องหีบที่ทำด้วยพลาสติก |
21.1 |
26.3 |
30.9 |
30.0 |
51.9 |
8.3 |
5.4 |
17.9 |
-2.91 |
73.00 |
|
เครื่องใช้สำนักงานทำด้วยพลาสติก |
33.4 |
21.8 |
22.6 |
20.2 |
21.6 |
5.3 |
4.4 |
5.7 |
-10.62 |
7.08 |
|
หลอดและท่อพลาสติก |
26.7 |
32.7 |
41.5 |
46.0 |
51.3 |
13.3 |
8.5 |
15.7 |
10.84 |
11.57 |
|
พลาสติกปูพื้นและผนัง |
39.1 |
40.1 |
50.6 |
59.1 |
77.7 |
13.9 |
8.7 |
18.8 |
16.80 |
31.49 |
|
เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารพลาสติก |
63.2 |
68.9 |
84.0 |
98.9 |
113.7 |
21.0 |
28.6 |
30.4 |
17.74 |
14.95 |
|
ผลิตภัณฑ์พลาสติกอื่นๆ |
344.4 |
493.2 |
551.1 |
624.2 |
781.5 |
139.4 |
154.5 |
214.4 |
13.26 |
25.19 |
|
รวมทั้งสิ้น |
1,301.2 |
1,547.8 |
1,858.8 |
1,985.4 |
2,387.0 |
478.5 |
466.4 |
664.0 |
6.81 |
20.23 |
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือของกรมศุลกากร
ในปี 2550 ผลิตภัณฑ์พลาสติกมีมูลค่าการนำเข้าประมาณ 2,377.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.96 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีการนำเข้าแผ่นฟิล์ม ฟอยล์และแถบพลาสติกเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.95 เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนหลอดและท่อพลาสติกมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.71 เมื่อเทียบกับปีก่อน แหล่งนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ไต้หวัน และ เกาหลีใต้ สำหรับผลิตภัณฑ์หลักที่มีมูลค่านำเข้าสูงสุด คือ แผ่นฟิล์ม ฟอยล์และแถบพลาสติก โดยมีสัดส่วนนำเข้าร้อยละ 36.14 ของการนำเข้าผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก
|
ประเภทผลิตภัณฑ์ |
มูลค่านำเข้า (ล้านเหรียญสหรัฐฯ) |
2548 เทียบกับ2549 (ร้อยละ) |
2549 เทียบกับ2550 (ร้อยละ) | |||||||
|
2546 |
2547 |
2548 |
2549 |
2550 |
Q4 2548 |
Q4 2549 |
Q4 2550 | |||
|
หลอดและท่อพลาสติก |
66.8 |
80.5 |
79.7 |
88.2 |
99.4 |
19.3 |
21.0 |
33.9 |
9.64 |
12.71 |
|
แผ่นฟิล์ม ฟอยล์และแถบพลาสติก |
586.0 |
668.9 |
742.4 |
767.5 |
859.2 |
188.2 |
183.1 |
231.1 |
3.27 |
11.95 |
|
ผลิตภัณฑ์พลาสติกอื่นๆ |
1,006.4 |
1,174.0 |
1,224.0 |
1,366.9 |
1,418.7 |
316.2 |
336.7 |
389.3 |
10.45 |
3.79 |
|
รวมทั้งสิ้น |
1,659.2 |
1,923.4 |
2,046.1 |
2,222.6 |
2,377.4 |
523.6 |
540.8 |
654.4 |
7.94 |
6.96 |
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือของกรมศุลกากร
จากการที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นตลอดปี 2550 ทำให้ต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องทั้งห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ผู้ประกอบการต้องพยายามลดต้นทุนในการผลิตรวมทั้งระมัดระวังการสต๊อกวัตถุดิบที่มีราคาผันผวนเพื่อให้สามารถแข่งขันได้
อุตสาหกรรมพลาสติกยังคงอยู่ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงทั้งจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจซึ่งอยู่ในช่วงชะลอตัวแม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศปีหน้าจะมีความแน่นอนมากขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง และอุปสงค์ในตลาดโลกที่คาดว่าอาจจะชะลอตัวลงด้วยปัญหาซับไพรม์ในสหรัฐฯ
ที่จะส่งผลกระทบสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก
ค่าเงินบาทที่มีการแข็งค่าอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยมีค่าเฉลี่ยที่ 33.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ นับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยสูญเสียความได้เปรียบด้านการแข่งขันเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน และจะส่งผลให้การแข่งขันมีความรุนแรงและยากลำบากขึ้นทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ ปัจจัยอื่นๆ เช่น ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ได้มีการปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวนค่อนข้างมาก ค่าระวางที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ยังคงส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมนี้อย่างหลีกเลี่ยงมิได้
ดังนั้นจึงควรมีการกำหนดนโยบายอย่างชัดเจน และมีการนำกลยุทธ์ต่างๆ มาใช้เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น เช่น การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ หรือ การพัฒนาช่องทางการขนส่งใหม่ๆ เพื่อลดระยะทาง ระยะเวลา และต้นทุนค่าขนส่ง รวมทั้งจะต้องมีการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าและมีการส่งเสริมการส่งออกให้มากยิ่งขึ้น โดยพัฒนาการผลิตให้สามารถผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และ เป็นที่ต้องการของตลาด รวมทั้งการประสานความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำเพื่อให้สามารถผลิตได้อย่างครบวงจรมากขึ้น เพื่อลดภาระต้นทุนและความเสี่ยงของผู้ผลิตของไทยจากการซื้อวัตถุดิบที่มีแนวโน้มราคาสูงขึ้น
ในส่วนของกฎระเบียบในตลาดที่สำคัญต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกของไทย เช่น สหภาพยุโรปที่ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบวัสดุสัมผัสอาหารและภาชนะบรรจุอาหารที่มีการหลุดลอกและส่งผ่านสารปนเปื้อนลงสู่อาหารที่บรรจุ ที่ส่งผลต่อสุขภาพผู้บริโภคและคุณภาพอาหารทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมีสารกลุ่มที่อียูให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ กลุ่มพทาเลท (Phthalate) ซึ่งเป็นสารที่ก่ออันตรายต่อระบบทางเดินอาหาร ทำลายไต กระเพาะปัสสาวะ และสาร ESBO (Epoxidised Soy Bean Oil) ซึ่งมีผลต่อตับและไต โดยประเด็นปัญหาการหลุดลอกของสารทั้งสองกลุ่มดังกล่าวจากประเก็นที่ทำจากพลาสติกประเภท PVC ของฝาขวดแก้วที่ทำด้วยโลหะลงสู่อาหารเป็นประเด็นใหม่ที่อียูเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยสหภาพยุโรปจะบังคับใช้ระเบียบว่าด้วยวัสดุสัมผัสอาหารประเภทพลาสติกตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นไป กำหนดให้สาร ESBO เป็น 1 ใน 7 สารที่อนุญาตให้ใช้เป็นสารเจือปนหรือพลาสติกไซเซอร์เติมลงในการผลิตวัสดุพลาสติกได้ และกำหนดค่า MRLs ของสาร ESBO ที่อนุญาตให้หลุดลอกออกมาและตกค้างในอาหารได้ไม่เกิน60 มิลลิกรัม/กิโลกรัมในอาหารทั่วไป และไม่เกิน 30 มิลลิกรัม/กิโลกรัมในอาหารสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปี ส่วนสารในกลุ่มphthalate กำหนดให้ค่าMRLs มีไม่เกิน0.05มิลลิกรัม/กิโลกรัม
นอกจากนี้ยังออกระเบียบ REACH (Registration, Evaluation, Authorisation and Restriction of Chemicals) เพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย ตั้งแต่แหล่งกำเนิดสินค้า ไปตลอดห่วงโซ่อุปทานของการขนส่งสินค้า ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องยื่นเอกสารที่มีความถูกต้องและเชื่อถือได้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับการประเมิน วิเคราะห์ความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของสินค้า หากผู้ประกอบการรายใดไม่ปฏิบัติตาม จะไม่ได้รับอนุญาตให้นำสินค้าขึ้นเรือขนส่งที่จะเข้า-ออกจากอียูได้
ที่ผ่านมาภาครัฐได้มีความพยายามที่จะสร้างความตระหนักให้แก่ผู้ประกอบการในเรื่องกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เกิดการปรับตัวและสามารถรองรับกฎระเบียบใหม่ๆ เหล่านี้ และที่ผ่านมาผู้ผลิตของไทยได้ดำเนินการปรับปรุงกระบวนการจัดการให้มีประสิทธิภาพและมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตโดยการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภค เช่น “พลาสติกเขียว” หรือวัสดุพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พลาสติกชีวภาพ (Bio-plastic) อย่าง PLA
(Polylactic Acid) ซึ่งทำจากข้าวโพดหรือมันสำปะหลังที่นำไปผสมกับ PP(Polypropylene) แล้วจะสามารถย่อยสลายได้ ตลาดมีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมหรือการลดภาวะโลกร้อน การรณรงค์ให้
รีไซเคิล และการใช้ไบโอพลาสติกที่มีคุณสมบัติย่อยสลายเร็ว ซึ่งผู้ประกอบการของไทยจะต้องปรับตัวเพื่อขยายตลาดและรักษามูลค่าการส่งออกของไทยเอาไว้
ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม