หน้าหลัก ส่งบทความให้เพื่อน พิมพ์หน้านี้ แบ่งปันใน Facebook

ไทยสบช่องฉวย FTA ใช้ส่งออก อินเดียนำลิ่ว JTEPA อืดโตแค่ 26 เปอร์เซนต์

2009-02-05

 

ในช่วงปี 2551 การส่งออกไทย ต้องเผชิญวิกฤตการเงินโลกจนทำให้ยอดการส่งออกขยายตัวสูงถึง 20% ในเดือนกันยายน ค่อยหันหัวดิ่งลงในไตรมาส 4/2551 นับจากเดือนตุลาคม เหลือ 3.02% และเลวร้ายถึงขั้นติดลบในเดือนพฤศจิกายน 20.47% และเดือนธันวาคม 14.55% แต่หากพิจารณารายตลาดส่งออกเดือนธันวาคมแล้ว พบว่าประเทศที่ทำความตกลงเปิดเสรีการค้าในระดับทวิภาคี (เอฟทีเอ) เป็นตลาดที่น่าจับตามองมาก โดยเฉพาะออสเตรเลียมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น 11.2% อินเดีย 9.5% สวนทางกับตลาดหลักหลายตลาด ที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหนึ่งที่มีส่วนเสริมให้การส่งออกไปในตลาดนี้ขยายตัว เป็นผลมาจากการลดภาษี ภายใต้กรอบเอฟทีเอ

สถานะการทำความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีของไทยกับประเทศต่างๆ ที่ลงนามและมีผลบังคับใช้ไปแล้ว ได้แก่ 1)ไทย-ออสเตรเลีย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2548 โดยออสเตรเลียลดภาษีเหลือ 0% สำหรับสินค้าสัดส่วน 83% ของรายการสินค้า ส่วนที่เหลือจะทยอยลดภาษีเหลือ 0% ภายใน 10 ปี (2015) 2)ไทย-นิวซีแลนด์ มีผลบังคับใช้ 1 ก.ค.2548 โดยนิวซีแลนด์ลดภาษีเหลือ 0% สำหรับสินค้า 79% ของรายการสินค้า ส่วนที่เหลือจะทยอยลดภาษีเหลือ 0% ภายใน 10 ปี (2015)

3)ไทย-อินเดีย เฉพาะกลุ่มสินค้าเร่งลดภาษี (EHP) 82 รายการ มีผลตั้งแต่ 1 กันยายน 2547 และลดภาษีเป็น 0% ในวันที่ 1 กันยายน 2549 4)ความตกลง หุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่น (JTEPA) มีผลบังคับใช้ 1 พฤศจิกายน 2550

5)ความตกลงเอฟทีเออาเซียน-จีน เริ่มลดภาษีระหว่างกันในสินค้าเกษตรพิกัด 07-08 (ผักและผลไม้) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 และสินค้าเฉพาะ (specific products) อีก 2 รายการ คือ ถ่านหิน แอนทราไซด์และถ่านหินโค้ก/เซมิโค้ก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 โดยประเทศอาเซียนเดิม 6 ประเทศและจีน ลดภาษีลงเหลือ 0% ในปี 2549 ส่วนอาเซียนใหม่ให้ยืดหยุ่นได้ถึงปี 2553 ส่วนความตกลงที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ได้แก่ ไทย-BIMSTEC และไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ส่วนความตกลงไทย-เปรู อยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อให้มีผลบังคับใช้

ในส่วนของกรมการค้าต่างประเทศ สรุปข้อมูลการใช้ประโยชน์ทางภาษี ในการส่งออกไปยังประเทศที่ทำเอฟทีเอ ในช่วง 11 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ย.) 2551 พบว่าผู้ส่งออกไทยขอใช้สิทธิลดภาษีภายใน กรอบเอฟทีเอไทย-อินเดียสูง คิดเป็นสัดส่วนถึง 90.5% ของการส่งออกไปอินเดียในช่วงนั้น ซึ่งมีมูลค่า 424.4 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนตัวเลขการขอใช้สิทธิลดภาษีเพื่อการส่งออกไปจีน และญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนเพียง 10.7% และ 26.2% ของมูลค่าการ ส่งออก โดยมีสาเหตุเพราะสินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปจีนมีการลดภาษีเป็น 0% ไปแล้ว เช่น เครื่องจักรกลไฟฟ้าและอุปกรณ์ และมีสินค้าบางรายการที่ส่งไปจีน โดยผ่านเทรดเดอร์จากฮ่องกง ญี่ปุ่น และไต้หวัน เช่น กล้องถ่ายรูป

ขณะที่การขอสิทธิลดภาษีกับญี่ปุ่น ซึ่งภายหลังจากความตกลง JTEPA มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พ.ย.2550 พบว่า สัดส่วนการขอใช้สิทธิลดภาษียังมีน้อย เพียง 26.2% หรือมูลค่าเพียง 4,929.5 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการส่งออกทั้งหมด 18,787.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หากเปรียบเทียบกับการส่งออกในช่วงก่อนทำเจเทปา ซึ่งมีมูลค่า 18,119.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้เห็นว่าประโยชน์ในแง่ของการส่งออกไม่ได้สูงอย่างที่คาดการณ์กันไว้

โดยสาเหตุที่ภาคเอกชนขอใช้สิทธิลดภาษีน้อย ประการแรก เป็นเพราะความตกลงเพิ่งมีผลบังคับใช้เพียง 1 ปี ประกอบกับภาษีนำเข้าสินค้าปกติของญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 75% ของสินค้าทั้งหมด เช่น เครื่องจักรกลไฟฟ้าและอุปกรณ์ ยางพารา มีอัตราภาษี 0% อยู่แล้ว ส่วนสินค้าบางรายการ เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง ไทยไม่สามารถใช้สิทธิลดภาษีได้ เพราะ ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แหล่งกำเนิดสินค้าที่กำหนด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ในกระบวนการเจรจาก็มีการหารือถึงปัญหานี้แล้วเช่น ญี่ปุ่นขอให้ใช้ลูกเรือไทย ซึ่งทางคณะเจรจาก็ยืนยันว่าไทยจะได้ประโยชน์ แต่ตัวเลขก็ได้แสดงให้เห็นว่าไทยไม่สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงได้ ทั้งที่สินค้าทูน่ากระป๋องถือเป็นสินค้าสำคัญของไทย

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้สรุปรายงานการค้าระหว่างประเทศของไทยกับคู่เอฟทีเอ พบว่าไทยได้ดุลการค้าจากออสเตรเลีย 91,580.95 ล้านบาท โดยสินค้าที่ใช้ประโยชน์มากที่สุด ได้แก่ รถปิกอัพ รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า เม็ดพลาสติก เครื่องประดับเงินและ โลหะมีค่า ปลาทูน่าปรุงแต่ง ผลไม้สด เช่น ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด ทุเรียน ส้มโอ และสับปะรด

ไทยได้ดุลการค้าจากนิวซีแลนด์ 2,806.51 ล้านบาท โดยสินค้าที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์พลาสติก ยางรถยนต์ แชมพู/น้ำมันใส่ผม ปลาทูน่าปรุงแต่ง และข้าวโพดหวานแช่แข็ง/กระป๋อง เป็นต้น ไทยได้ดุลการค้าจากอินเดีย 25,221.16 ล้านบาท โดยสินค้าที่ได้ประโยชน์ในกลุ่ม 82 รายการ ได้แก่ อะลูมิเนียมเจือ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น มอนิเตอร์ และเครื่องฉายโปรเจ็กเตอร์ เครื่องยนต์สันดาปภายใน เม็ดพลาสติก เป็นต้น แต่ไทยยังขาดดุลการค้ากับ 2 ประเทศ คือ ขาดดุลให้กับจีน 134,755.56 ล้านบาท และขาดดุลให้กับญี่ปุ่น 450,712.08 ล้านบาท

หากประมวลภาพการส่งออกปี 2551 ระหว่างไทยกับประเทศคู่เอฟทีเอทั้งหมด การได้ดุลการค้าในหลายประเทศถือว่า น่าพอใจ แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังต้องเพิ่มมาตรการกระตุ้นการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอให้มากขึ้น และให้กระจายการใช้ประโยชน์ไปอย่างทั่วถึงทุกกลุ่มสินค้า ไม่ใช่กระจุกเพียงสินค้าใด สินค้าหนึ่ง และต้องหาแนวทางช่วยเหลือ ผู้ประกอบการสินค้าที่ยังไม่สามารถใช้ประโยชน์ เพราะติดขัดในเรื่องหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ เช่น แหล่งกำเนิดสินค้า มาตรฐานทางการค้า หรือแม้แต่การลดภาษีที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

หน้า

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ



Tag: