หน้าหลัก ส่งบทความให้เพื่อน พิมพ์หน้านี้ แบ่งปันใน Facebook

"ลาว" ดัน 58 เขต ศก.พิเศษ หัวหอกพัฒนาดูดลงทุน
2017-03-20

รัฐบาล สปป.ลาว พยายามยกระดับเศรษฐกิจและภาคแรงงานในประเทศ โดยเป้าหมายการจัดตั้ง "เขตเศรษฐกิจพิเศษ" ทั้งหมด 58 แห่งทั่วประเทศ ภายในปี 2020 เป็นหนึ่งในคีย์สำคัญเพื่อดึงดูดการลงทุน และกระตุ้นเม็ดเงินให้สะพัดในระบบการคลังมากขึ้น

วีโอเอ ภาษาลาว รายงานว่า ปัจจุบันมีบริษัทเอกชนและต่างประเทศกว่า 500 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นบริษัทลงทุนจากประเทศจีนราว 234 บริษัท โดยตัวเลขการลงทุนทั้งหมดในเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตเศรษฐกิจเฉพาะมูลค่ารวมประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นางบัวทา ขัดติยะ ประธานคณะกรรมการแห่งชาติ เพื่อคุ้มครองเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตเศรษฐกิจเฉพาะยืนยันว่า มูลค่าการลงทุนในเขตเศรษฐกิจทั้ง 13 แห่งใน สปป.ลาว ด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 1,149 เฮกตาร์ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนลาวและต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนจากภูมิภาคเดียวกัน

ตัวเลขการลงทุนรวมทั้งหมดมากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเสียงตอบรับจากกลุ่มนักลงทุน จากการประเมินในระยะแรกจากทั้งหมด 3 ระยะ หลังรัฐบาล สปป.ลาว ผลักดันการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตเศรษฐกิจเฉพาะอย่างเป็นทางการ และเชื่อว่าการลงทุนจะเพิ่มขึ้นตามลำดับในการประเมินระยะที่ 2 และ 3

"ปัจจุบันมีการจ้างงานในเขตเศรษฐกิจทั้ง 13 แห่ง มากกว่า 22,000 คน โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน ในพื้นที่จังหวัดสะหวันนะเขต มีการจ้างงานมากที่สุด 4,120 คน ที่น่าสนใจก็คือ มีแรงงานคนลาวในประเทศไทยราว 60 คน เดินทางกลับเพื่อทำงานในเขตเศรษฐกิจสะหวัน-เซโน เชื่อว่าในระยะที่ 2 และ 3 จำนวนแรงงานลาวในต่างแดน โดยเฉพาะที่อยู่ในประเทศไทยจะเดินทางกลับประเทศมากขึ้นอีก 2-3 เท่าตัว"

ล่าสุดรัฐบาลเพิ่งอนุมัติให้บริษัทร่วมทุนลาว-จีน จำกัด ลงทุนพัฒนาในหลายโครงการเป็นมูลค่ากว่า 83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจ "ไชยเชษฐา" นครหลวงเวียงจันทน์ โดยโครงการพัฒนาสำคัญ ได้แก่ การวางระบบระบายน้ำ, ติดตั้งเครือข่ายคมนาคม, ระบบไฟฟ้าและประปา เป็นต้น

ทั้งนี้ เขตพัฒนาเศรษฐกิจไชยเชษฐา เป็นความสำเร็จจากความร่วมมือระหว่างจีนกับ สปป.ลาว นับตั้งแต่ที่มีการสร้างเขตเศรษฐกิจดังกล่าวในปี 2010 และล่าสุดสามารถดึงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นกว่า 30 บริษัท คิดเป็นมูลค่ากว่า 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังร่วมกันผลักดันแผนการสร้าง "โรงกลั่นน้ำมัน" มูลค่า 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากสำเร็จจะช่วยให้ สปป.ลาว สามารถลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศได้ถึง 60% ของความต้องการทั้งหมดในแต่ละปี อีกทั้งการมีเสถียรภาพด้านพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมากขึ้นด้วย

คาดว่าโรงกลั่นน้ำมันดังกล่าวจะสามารถผลิตน้ำมันได้ถึง950 ล้านลิตรต่อปี โดยแบ่งเป็นการผลิตน้ำมันเบนซิน 390 ล้านลิตร น้ำมันดีเซล 560 ล้านลิตร นอกจากนี้ ยังสามารถผลิตก๊าซเหลว LPG ปริมาณ 18,000 ตัน, น้ำมันสังเคราะห์ 12,600 ตัน และน้ำมันเตาสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมอีก 5,000 ตัน

นอกจากนี้เมื่อต้นปี 2016 รัฐบาลได้มอบสัมปทานแก่กลุ่มบริษัทพูสี บริษัทเอกชนลาวให้เป็นผู้พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษหลวงพระบาง โดยได้สิทธิเช่าพื้นที่บริเวณชานเมืองเก่าหลวงพระบาง เป็นเวลา 99 ปี เป้าหมายเพื่อให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เน้นการอนุรักษ์วัฒนธรรม และรักษาสภาพแวดล้อม คาดว่าจะใช้เงินทุน 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาพื้นที่เป็นเขตท่องเที่ยวอนุรักษนิยมที่ทันสมัยและครบวงจร โดยเริ่มจากการสร้างระบบสาธารณูปโภคครบวงจร เช่น ถนน ระบบไฟฟ้า น้ำประปา โรงพยาบาล โรงเรียน โรงแรม ศูนย์การค้า ธนาคาร อาคารธุรกิจสูง และเขตเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษ เป็นต้น

ความเคลื่อนไหวของรัฐบาล ในความพยายามผลักดันและให้ความสำคัญกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ และได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี โดยนักลงทุนอันดับหนึ่งที่มีบทบาทมากที่สุด คือ จีน รองลงมาคือ ญี่ปุ่นโดยมี "เขตเศรษฐกิจพิเศษปากเซ-ญี่ปุ่น" ในแขวงจำปาสัก รองรับนักลงทุนจากญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า นอกเหนือจากเขตเศรษฐกิจเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมภาคแรงงานลาวและเศรษฐกิจของ สปป.ลาวให้แข็งแกร่งขึ้นแล้ว การที่รัฐบาลจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษต่าง ๆ ไว้รองรับนักลงทุนจากประเทศพี่ใหญ่อย่าง "จีน ญี่ปุ่น" ถือเป็นหนึ่งในการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตที่น่าสนใจไม่น้อย

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1490175022


Tag: #AEC #ลาว