| ตลาดคอมโพสิทชีวภาพในเอเซียแปซิฟิกคาดว่าจะขยายตัวสูงจนถึงปี 2020 |
2017-05-02
คอมโพสิทชีวภาพหรือคอมโพสิทสีเขียว ได้จากแมทริกซ์โพลิเมอร์ชีวภาพและการเสริมแรงจากเส้นใยธรรมชาติ บางชนิดเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ แต่หายาก ความกังวลต่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันการเติบโตของตลาดคอมโพสิทชีวภาพ ความต้องการคอมโพสิทสีเขียวได้รับแรงกระตุ้นจากทรัพยากรธรรมชาติที่หมดไปเรื่อยๆ เข่น น้ำมันดิบ (น้ำมันดิบเป็นส่วนประกอบหลักของคอมโพสิทที่ไม่ใช่ชีวภาพ) การเน้นระดับการลดมลภาวะด้านสิ่งแวดล้อม และการใช้ขยะจากเกษตรกรรม สำหรับเส้นใยธรรมชาติที่ใช้ในคอมโพสิทชีวภาพ ได้แก่ ปอ ผงขี้เลื่อย ชานอ้อย เส้นใยปาล์มน้ำมัน ข้าวเปลือก เป็นต้น
คอมโพสิทโพลิโพรพิลีนที่เสริมแรงเส้นใยธรรมชาติ ได้มีการใช้อย่างแพร่หลายในเชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ จุดแข็งของเส้นใยธรรมชาติที่เหนือกว่าเส้นใยแก้วที่มนุษย์ทำ คือ ราคาถูก ความหนาแน่นต่ำ มีคุณสมบัติเชิงกลที่โดดเด่น ประหยัดพลังงาน เป็นต้น
ปัจจุบัน บริษัทผู้ผลิตรถยนต์กำลังเปลี่ยนไปใช้คอมโพสิทชีวภาพ เพราะเส้นใยธรรมชาติ เช่น กัญชง มีความเหนียวกว่าเหล็กกล้าและผลิตได้ในราคาที่ถูก คอมโพสิทชีวภาพยังใช้ในการก่อสร้างและการใช้ในทะเล เพราะขึ้นรูปได้ง่ายและมีความแข็งโดยธรรมชาติ
จากข้อมูลของ Future Market Insights ในส่วนของรายได้ ตลาดโพลิเมอร์ทั่วโลกประเมินว่ามีมูลค่า 250 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 และมีการคาดการณ์ว่า ตลาดจะมีมูลค่า 450 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2025 ในขณะเดียวกัน ตลาดโพลิเมอร์ชีวภาพทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตในอัตราเฉลี่ยสะสมต่อปีร้อยละ 10 – 11 ความต้องการคอมโพสิทชีวภาพที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก เป็นเพราะการก่อสร้าง ภาคการผลิต และอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ขยายตัว และภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกก็คาดว่าจะเป็นตลาดคอมโพสิทที่ใช้ในรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุด โดยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 43 ของโลก ทั้งนี้ เอเซียแปซิฟิกกำลังกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตคอมโพสิทชีวภาพ และคาดว่าจะมีความต้องการคอมโพสิทชีวภาพในอัตราสูงในอนาคต
อุตสาหกรรมก่อสร้างอาคารพาณิชย์และที่อยู่อาศัยในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกกำลังขยายตัว และคอมโพสิทก็นิยมใช้ในการผลิต จากความกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น กฎระเบียบของรัฐบาลที่เข้มงวด และการมีความรับผิดชอบต่อสังคม ผู้เล่นหลักในตลาดแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือผู้ผลิตคอมโพสิทชีวภาพและผู้จัดหาคอมโพสิทชีวภาพ ผู้ผลิตคอมโพสิทเส้นใยธรรมชาติรายใหญ่ ได้แก่ บริษัท Flexform Technologies, Technaro GmbH, Procotex S.A. Corporation NV และ Greengran B.V. ส่วนบริษัทผู้จัดหาคอมโพสิทเส้นใยธรรมชาติรายใหญ่ ได้แก่ Stemergy, Bast Fibers, LLC และ Crailar บริษัทหลายแห่งกำลังดำเนินความพยายามที่จะเพิ่มผลิตภัณฑ์คอมโพสิทชีวภาพ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า และแสวงหาตลาดใหม่ๆ ทั้งนี้ ตลาดคอมโพสิทชีวภาพในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกมีหลายกลุ่มและผู้เล่นในปัจจุบันพยายามแสวงหาความตกลงระหว่างกันเองหรือกับบริษัทที่เล็กกว่า
หลังการพัฒนาเส้นใยสังเคราะห์เป็นเวลาสิบปี คอมโพสิทชีวภาพได้รับความสนใจเป็นอย่างสูงจากอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นภายในและภายนอกของรถยนต์ ความกังวลของสังคม ทรัพยากรคาร์บอนที่หมดลงเรื่อยๆ และกฎระเบียบด้านนิเวศน์ กระตุ้นให้มีการแสวงหาผลิตภัณฑ์และกระบวนการใหม่ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การผสมผสานของเส้นใยธรรมชาติและคอมโพสิทสามารถลดการพึ่งพาวัสดุคอมโพสิทที่ได้จากปิโตรเลียม และในที่สุด คอมโพสิทชีวภาพจะสามารถใช้แทนวัสดุคอมโพสิทที่ได้จากปิโตรเลียมในการใช้ต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และก่อสร้าง และยังให้ประโยชน์ในการผลิตและสำหรับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ การใช้คอมโพสิทชีวภาพที่มากขึ้นสามารถช่วยคงความสมดุลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศของโลก ความตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบใหม่ๆ เช่น กฎระเบียบด้านการประหยัดเชื้อเพลิง CAFE (Corporate Average Fuel Economy) และมาตรฐานการปล่อยก๊าซพิษในระดับชาติและระดับรัฐ จะเป็นปัจจัยที่กระตุ้นการวิจัยมากขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการใช้ในอุตสาหกรรมปลายน้ำ และเนื่องจากคอมโพสิทชีวภาพผลิตจากแหล่งที่หมุนเวียน เช่น เยื่อไม้ เส้นใยของปอ เส้นใยของเซลลูโลส เป็นต้น
จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ราคาวัตถุดิบจะต้องมีความเสถียรในอนาคต นอกจากนี้ คอมโพสิทชีวภาพจะยังช่วยลดต้นทุนการผลิต ซึ่งก็เป็นราคาตลาดของคอมโพสิทชีวภาพด้วย
ที่มา: plastemart.com