หน้าหลัก ส่งบทความให้เพื่อน พิมพ์หน้านี้ แบ่งปันใน Facebook

การเจรจาการค้าพหุภาคีรอบต่างๆ

การเจรจาการค้าพหุภาคีรอบต่างๆ[1]

 

การเจรจาการค้าพหุภาคีในช่วง 40 ปีแรกที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่าประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเจรจามากนัก โดยประเทศกลุ่มนี้พึ่งจะมีบทบาทในการเจรจาและแสวงหาข้อตกลงในการจัดระเบียบทางเศรษฐกิจเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมานี้เอง

 

            นับตั้งแต่ประชาคมโลกลงนามใน GATT ปี 2490 จนกระทั่งการถือกำเนิดของ WTO ในปี 2538 สมาชิกได้ประชุมไปทั้งสิ้น 8 รอบ โดยในปัจจุบัน การเจรจาพหุภาคีกำลังดำเนินอยู่ในรอบที่ 9 โดยเรียกว่า การเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮา (Doha Round) ซึ่งเปิดรอบการเจรจามาตั้งแต่ปี 2544 ณ เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์

 

1. การเจรจารอบแรก (The First Round)

            ในการประชุมที่กรุงลอนดอน เดือนธันวาคม 2489 สหรัฐฯได้เสนอให้มีการจัดทำข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (GATT: General Agreement on Tariff and Trade) ข้อตกลง GATT มีการรับรองในวันที่ 30 ตุลาคม 2490 โดยมีประเทศที่ลงนามรับรองทั้งสิ้น 23 ประเทศ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2491 อย่างไรก็ตาม GATT เองก็ไม่ได้มีอำนาจหรือให้อำนาจแก่ใครในการดำเนินการจัดระเบียบเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ เป็นแต่เพียงตัวกลางในการจัดให้ประเทศสมาชิกได้มาเจรจากัน

            เนื้อหา GATT ส่วนหนึ่งเป็นสาระที่บรรจุอยู่ในกฎบัตรฮาวานาซึ่งได้แก่ ความพยายามจัดตั้ง ITO (International Trade Organization) ในขณะที่อีกส่วนนึงประกอบไปด้วย International Agreement ซึ่งว่าด้วยการตรากฎ ระเบียบ และกติกาต่างๆ ทั้งนี้การเจรจาส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นการเจรจาการค้าแบบพหุภาคีซึ่งได้จัดการเจรจาเป็นรอบๆ เรียกว่า Trade Rounds โดยตลอดเกือบ 5 ทศวรรษ (47 ปี) ได้เกิดการเจรจาการค้าทั้งสิ้น 8 รอบ โดยในช่วงต้นการเจรจามุ่งเน้นไปที่การจำกัดมาตรการทางภาษีต่างๆ แต่ต่อมาก็ได้มีประเด็นต่างๆเพิ่มเติม

 

2. การเจรจารอบสอง (The Second Round)

            การเจรจาครั้งนี้เปิดรอบที่ Annecy ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม 2492 โดยที่ประชุมสามารถตกลงแลกเปลี่ยนข้อลดหย่อนภาษีระหว่างกันได้มากกว่า 5,000 รายการ อย่างไรก็ตามการเจรจารอบนี้มีประเทศสมาชิกเข้าร่วมประชุมทั้งสิ้นเพียง 13 ประเทศ

 

3. การเจรจารอบสาม (The Third Round)

            การเจรจาครั้งนี้เปิดรอบ ระหว่างเดือนกันยายน 2493 ถึงเดือนพฤษภาคม 2494 โดยที่ประชุมสามารถตกลงแลกเปลี่ยนข้อลดหย่อนภาษีระหว่างกันได้ประมาณ 8,700 รายการ นอกจากนั้นในการประชุมครั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯได้ประกาศยกเลิกความร่วมมือจัดตั้ง ITO และกฎบัตรฮาวานา ทั้งนี้การเจรจารอบนี้มีประเทศสมาชิกเข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 38 ประเทศ

 

4. การเจรจารอบสี่ (The Fourth Round)

            การเจรจาครั้งนี้เปิดรอบ โดยเจรจาภายในเดือนพฤษภาคม 2499 โดยการเจรจาครอบคลุมสินค้าได้เพียงไม่กี่รายการ อย่างไรก็ตามการเจรจา GATT ในรอบนี้ได้มีการกำหนดนโยบายจำเพาะเป็นพิเศษสำหรับประเทศกำลังพัฒนา เช่นการเปิดหลักสูตรอบรมเกี่ยวกับนโยบายการค้าให้แก่ตัวแทนจากประเทศกำลังพัฒนาด้วย

 

5. การเจรจารอบดิลลอน (The Dillon Round)

การเจรจาครั้งนี้เปิดรอบที่กรุงเจนีวา  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเปิดรอบระหว่างเดือนกันยายน 2503 ถึงต้นปี 2504ในเดือนพฤษภาคม 2499 โดยการเจรจาครอบคลุมสินค้าได้เพียงไม่กี่รายการ อย่างไรก็ตามการเจรจา GATT ในรอบนี้ได้มีการกำหนดนโยบายจำเพาะเป็นพิเศษสำหรับประเทศกำลังพัฒนา เช่นการเปิดหลักสูตรอบรมเกี่ยวกับนโยบายการค้าให้แก่ตัวแทนจากประเทศกำลังพัฒนาด้วย

 

6. การเจรจารอบเคนเนดี้ (The Kennedy Round)

            การเจรจาครั้งนี้ถือเป็นการเจรจาในระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจของภาคีสมาชิก GATT ครั้งที่ 1 โดยเปิดรอบในเดือนพฤษภาคม 2507และปิดรอบในเดือนมิถุนายน 2510 (ใช้เวลาเจรจานาน 3 ปี) เป้าหมายในการเจรจารอบนี้คือพยายามลดระดับอัตราภาษีลงให้ได้ร้อยละ 50 ของอัตราที่มีอยู่ก่อน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งผลการเจรจาสามารถลดอัตราภาษ๊เฉลี่ยของสินค้าอุตสาหกรรมจากเดิมที่ร้อยละ 13 ให้เหลือร้อยละ 7 ได้ นอกจากนี้การเจรจายังบรรลุผลในเรื่องข้อตกลงอื่นๆ ได้แก่ ข้อตกลงเรื่องพันธุ์พืช ข้อตกลงเรื่องสินค้าประเภทเคมีภัณฑ์ และข้อตกลงว่าด้วยมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด

 

7. การเจรจารอบโตเกียว (The Tokyo Round)

            การเจรจาครั้งนี้เปิดรอบด้วยการประชุมระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจของภาคีสมาชิก GATT ครั้งที่ 2 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยเปิดรอบระหว่างเดือนกันยายน 2516 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2522 มีประเทศเข้าร่วมการเจรจาทั้งสิ้น 102 ประเทศ การเจรจาครอบคลุมทั้งประเด็นข้อกีดกันทางการค้าที่เป็นภาษีและที่มิใช่ภาษี ผลของการเจรจาสามารถแลกเปลี่ยนข้อตกลงการลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรมหลักๆ 9 ชนิดของตลาดโลก จากร้อยละ 7 เหลือเพียงร้อยละ 4.7 เท่านั้น นอกจากนี้การเจรจายังบรรลุผลในข้อตกลง ดังนี้

            1. ข้อตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้ (Subsides and Countervailing Measures)

            2. ข้อตกลงว่าด้วยอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (Technical Barriers to Trade)

            3. ข้อตกลงว่าด้วยกระบวนการออกใบอนุญาติการนำเข้า (Import Licensing Procedures)

            4. ข้อตกลงว่าด้วยกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ (Government Procurement)

            5. ข้อตกลงว่าด้วยการประเมินภาษีศุลกากร (Customs Valuation)

            6. บททบทวนแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (A Revised Anti-dumping Code)

            7. ข้อตกลงว่าด้วยการค้าเนื้อวัว (โบไวน์) ระหว่างประเทศ (Trade in Bovine Meat)

            8. ข้อตกลงว่าด้วยการค้านมและผลิตภัณฑ์นมระหว่างประเทศและการค้าอากาศยานพลเรือน

   (Trade in Dairy Products and Civil Aircraft)

            9. ข้อตกลงว่าด้วยการให้สิทธิพิเศษและแตกต่างแก่ประเทศกำลังพัฒนา (Special and Difference Treatment for Developing Countries) โดยข้อตกลงนี้ระบุรายละเอียดของสิทธิพิเศษที่ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา ทั้งในส่วนมาตรการที่เป็นภาษีและมิใช่ภาษี ตัวอย่างเช่น สิทธิพิเศษเป็นการทั่วไปทางภาษีศุลกากร (GSP: General System of Preferences)

 

8. การเจรจารอบอุรุกวัย (The Uruguay Round)

            การเจรจาการค้ารอบอุรุกวัยเป็นการเจรจารอบที่ 8 ของแกตต์ การเจรจาครั้งนี้เปิดรอบด้วยการประชุมระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจของภาคีสมาชิก GATT ครั้งที่ 3 ที่กรุง Punta del Este ประเทศอุรุกวัย โดยเปิดรอบในวันที่ 20 กันยายน 2529 และใช้เวลาทั้งหมด 7 ปีกว่าจึงบรรลุผลการเจรจาในปี 2537 ประเทศที่เข้าร่วมการเจรจามีจำนวนถึง 124 ประเทศ และประเด็นการเจรจาก็ไม่ได้จำกัดเพียงประเด็นการเจรจาเรื่องการค้าสินค้าเท่านั้น หากยังขยายประเด็นการเจรจาไปถึงเรื่องการค้าบริการ การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และกฎระเบียบการค้าต่างๆอีกด้วย

            กรรมสารสุดท้ายที่รวบรวมผลการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบอุรุกวัย ใด้มีผลรับรองจากการประชุมระดับรัฐมนตรี ณ เมืองมาราเกซ ประเทศโมร็อคโค ในวันที่ 15 เมษายน 2537 เพื่อมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2538 กรรมสารฉบับนี้ได้รวบรวมทั้งความตกลงการค้าพหุภาคี (Multilateral Agreements) ความตกลงการค้าหลายฝ่าย (Plurilateral Agreements) และมติและปฏิญญารัฐมนตรี (Decisions and Declaration) หลายฉบับ ดังนี้

            1. ความตกลงการค้าพหุภาคี: เป็นข้อตกลงที่ผูกพันทุกประเทศสมาชิก WTO

            - ความตกลงมาราเกซเพื่อจัดตั้งองค์การการค้าโลก

            - ความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994

            - ความตกลงว่าด้วยการเกษตร

            - ความตกลงว่าด้วยการใช้บังคับมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช

            - ความตกลงว่าด้วยสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

            - ความตกลงว่าด้วยอุปสรรคทางเทคนิกต่อการค้า

            - ความตกลงว่าด้วยมาตรการการลงทุนที่เกี่ยวกับการค้า

            - ความตกลงว่าด้วยกฎเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดสินค้า

            - ความตกลงว่าด้วยมาตรการการปกป้องตนเอง

            - ความตกลงว่าด้วยการค้าบริการ

            - ความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า

            - ความเข้าใจว่าด้วยกฎและกระบวนการที่ใช้กับการระงับข้อพิพาท

            - กลไกทบทวนนโยบายทางการค้า    

            2. ความตกลงการค้าหลายฝ่าย: เป็นความตกลงที่ผูกพันเฉพาะสมาชิกที่ยอมรับความตกลงเท่านั้น

            - ความตกลงว่าด้วยการค้าอากาศยานพลเรือน

            - ความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ

            - ความตกลงว่าด้วยเนื้อโบไวน์ระหว่างประเทศ

            3. มติและปฏิญญารัฐมนตรี

            - มติว่าด้วยมาตรการที่เอื้อประโยชน์ต่อประเทศพัฒนาน้อยที่สุด

            - มติว่าด้วยบริการทางการเงิน

            - มติว่าด้วยการเจรจาเรื่องการบริการการขนส่งทางทะเล

            - มติว่าด้วยการเจรจาเรื่องโทรคมนาคมพื้นฐาน

            - มติว่าด้วยบริการทางวิชาชีพ

ทั้งนี้ ความสำเร็จของการเจรจารอบอุรุกวัย คือ การจัดระเบียบการค้าโลก ได้แก่ เรื่องสถาบัน (Institution) เรื่องการเข้าถึงตลาด (Market Access) เรื่องกฎระเบียบทางการค้า (Rule) และประเด็นใหม่ในการเจรจา (New Issues)

            1. เรื่องสถาบัน (Institution): ความสำเร็จของการเจรจารอบอุรุกวัย ได้แก่

1.1 การจัดตั้งองค์การการค้าโลก (World Trade Organization): WTO[2] มีหน้าที่มากกว่า GATT คือนอกเหนือจากหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติตาม การบริหารและการดำเนินการส่งเสริมวัตถุประสงค์ของความตกลงที่มีอยู่แล้ว WTO ยังมีหน้าที่ส่งเสริมความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก เพื่อกำหนดนโยบายเศรษฐกิจโลก กำหนดข้อบทการระงับข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศสมาชิกและมีหน้าที่ทบทวนนโยบายทางการค้าของประเทศสมาชิก

1.2 การปรับปรุงกระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจัดทำความเข้าใจว่าด้วยกฎและกระบวนการที่ใช้กับการระงับข้อพิพาท ได้แก่ การกำหนดระยะเวลาที่ใช้ในแต่ละขั้นตอน การให้สิทธิในการตอบโต้โดยอัตโนมัติในกรณีที่ประเทศคู่กรณีมิได้ปฏบัติตามคำวินิจฉัยที่ได้รับการรับรองแล้ว การจัดตั้งองค์กรอุทธรณ์ (Appellate Body) เพื่อทบทวนคำวินิจฉัยของคณะพิจารณา (Panel) และยกเลิกวิธีการที่รับรองข้อวินิจฉัยของคณะพิจารณาโดยระบบฉันทามติของที่ประชุม

            1.3 การจัดทำกระบวนการทบทวนนโยบายทางการค้าของประเทศสมาชิก  โดยจะจัดทำขึ้นทุก 4 ปี (ยกเว้นประเทศสำคัญที่จะมีการทบทวนนโยบายทางการค้าทุก 2 ปี) ทั้งนี้เพื่อตรวจสอบและเผยแพร่ว่าประเทศสมาชิกต่างๆปฏิบัติตามพันธกรณีความตกลงที่ให้ไว้กับ WTO หรือไม่ เพื่อสร้างความโปร่งใสในนโยบายการค้า และใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการระงับข้อพิพาทและการเจรจาครั้งต่อไปได้

           

2. เรื่องการเข้าถึงตลาด (Market Access): ความสำเร็จของการเจรจารอบอุรุกวัย ได้แก่

2.1 การยอมรับในหลักการที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกใช้มาตรการเข้าสู่ระบบภาษีศุลกากร

(1) สินค้าอุตสาหกรรม : ได้ตกลงลดอัตราภาษีลงเท่าๆกันภายใน 5 ปี (นับตั้งแต่ 1 มกราคม 2538) กำหนดให้ประเทศพัฒนาแล้วลดภาษีลงร้อยละ 40, เพิ่มการผูกพันภาษีจากร้อยละ 94 เป็นร้อยละ 98, ลดอัตราภาษีระดับสูงจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 5 / ขณะที่กำหนดให้ประเทศกำลังพัฒนาลดภาษีลงร้อยละ 30, เพิ่มการผูกพันภาษีจากร้อยละ 13 เป็นร้อยละ 61/ สำหรับประเทศที่กำลังเปลี่ยนประเภทระบบเศรษฐกิจต้องลดภาษีลงร้อยละ 30, เพิ่มการผูกพันภาษีจากร้อยละ 74 เป็นร้อยละ 96

(2) สินค้าเกษตร : กำหนดการลดภาษีศุลกากร การผูกพันอัตราภาษี การเข้าถึงตลาดขั้นต่ำ การอุดหนุนภายในประเทศ การสนับสนุนการส่งออก และมาตรการปกป้องพิเศษ

(3) เรื่องสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม : กำหนดให้มีการผนวกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มให้อยู่ภายใต้ GATT ภายในระยะเวลา 10 ปี ภายใต้การกำกับดูแล นอกจากนี้ยังมีกำหนดบทบัญญัติเรื่องการป้องกันการฉ้อฉลและมาตรปกป้องชั่วคราว

2.2 มีการกำหนดอัตราภาษีผูกพัน (Bound Rate)

2.3 การยกเว้นการจัดเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าบางรายการ

 

3. เรื่องกฎระเบียบทางการค้า (Rule)

3.1 การเจรจาเรื่องมาตรการปกป้องตนเอง (Safeguard Measure): กำหนดให้การใช้ SG ต้องเป็นไปอย่างไม่เลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ยังห้ามใช้มาตรการลักษณะหมิ่นเหม่ (Grey Area Measures) ไม่ว่าจะเป็นมาตรการจำกัดการส่งออกโดยสมัครใจ (Voluntary Export Restrictions : VERs) และมาตรการจัดระเบียบตลาด (Orderly Marketing Arrangements : OMAs)

            3.2 มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Antidumping Measure): มีการพัฒนาวิธีการใช้มาตรการ AD มีการเพิ่มวิธีการเกี่ยวกับกระบวนการอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับการคำนวณการทุ่มตลาดและการกำหนดความเสียหาย  

            3.3 มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty Measure): มีการกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการใช้มาตรการ CVD ของประเทศสมาชิก รวมทั้งได้มีการจัดแบ่งประเภทการอุดหนุนออกเป็น 3 ประเภท คือ

            (1) การอุดหนุนที่สามารถทำได้ เช่น การอุดหนุนในเรื่อง R&D การอุดหนุนเพื่อการพัฒนาภูมิภาคที่ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ

            (2) การอุดหนุนที่สามารถทำได้แต่อาจถูกฟ้องร้องถ้าการอุดหนุนนั้นๆทำให้เกิดผลกระทบต่อการค้าอย่างรุนแรง

            (3) การอุดหนุนต้องห้าม

 

            4. การกำหนดประเด็นใหม่ในการเจรจา (New Issues)

            4.1 การเจรจาเรื่องการค้าบริการ (GATS: General Agreement on Trade in Services)

            (1) กำหนดให้มีการเจรจาเปิดเสรีอย่างเป็นลำดับในสาขาบริการโทรคมนาคมพื้นฐานและสาขาบริการขนส่งทางทะเล

            (2) หลักการแนวทางสำหรับกฎหมายและระเบียบภายในของประเทศสมาชิกเพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้ประกอบการต่างประเทศสามารถเข้าถึงตลาด

            (3) การปฏิบัติตามหลักปฎิบัติเยี่ยงคนชาติในสาขาบริการที่ประเทศสมาชิกผูกพันตามภาคผนวก (Annex) ที่ยื่นไว้กับ WTO

            (4) ข้อผูกพันที่จะลดมาตรการกีดกันทางการค้า

            4.2 การเจรจาเรื่องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (TRIPs: Agreement on Trade Related in Intellectual Property Rights) ประกอบด้วย

            (1) เน้นการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไม่เลือกปฏิบัติ

            (2) มีการกำหนดมาตรการบังคับ เช่น มาตรการภาษีศุลกากร โดย TRIPs จะกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องดำเนินการอนุวัตรการกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับความตกลง TRIPs ภายในระยะเวลาที่กำหนด

            (3) ขยายขอบเขตการคุ้มครองรูปแบบใหม่ เช่น การคุ้มครองการออกแบบวงจรรวม, การให้สิทธิบัตรในเทคโนโลยีชีวภาพ

            (4) กำหนดมาตฐานขั้นต่ำในการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งในส่วนของลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้า

            4.3 การเจรจาเรื่องความตกลงว่าด้วยมาตรการการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการค้า (TRIMs: Agreement on Trade Related in Investment Measures) ประกอบด้วย

            (1) TRIMs ผูกพันการใช้มาตรการเกี่ยวกับการลงทุนบางประการที่มีผลต่กการบิดเบือนทางการค้าและการจำกัดการค้าของทั้งรัฐบาลระดับรัฐบาลกลางและระดับมลรัฐให้ต้องปฏิบัติตามความตกลงการห้ามใช้มาตรการบังคับใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Local Content Measure)

(2) TRIMs ผูกพันมาตรการการลงทุนที่เกี่ยวกับดุลการค้า การห้ามใช้มาตรการที่จำกัดการนำเข้าและการส่งออกสินค้าต่างประเทศ

(3) กำหนดให้แจ้งมาตรการลงทุนที่ไม่สอดคล้องกับข้อ II และ XI ของ GATT 1994 ต่อ WTO ภายใน 90 วัน และกำหนดให้ประเทศอุตสาหกรรมต้องยกเลิกมาตรการเหล่านี้ภายใน 2 ปี ส่วนประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุดจะต้องยกเลิกมาตรการเหล่านี้ภายใน 4 ปี และ 7 ปีตามลำดับ

            4.4 การเจรจาเรื่องความตกลงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (Rule of Origin)

            (1) กำหนดให้มีการจัดทำ ROOs ของประเทศต่างๆให้มีลักษณะสอดคล้องกัน

            (2) การจัดทำกฎระเบียบเรื่องความโปร่งใส

            (3) การใช้เกณฑ์ Positive Criteria ในการนิยามแหล่งกำเนิดสินค้า

            (4) การคุ้มครองสารสนเทศอันเป็นความลับ

            (5) การนิยามถึงการแปรสภาพอย่างเพียงพอ

            (6) ข้อสันนิษฐานว่าด้วยการเปลี่ยนพิกัดศุลกากร เกี่ยวกับกฎว่าด้วยพิกัดตามราคา

 

9. การเจรจารอบโดฮา (The Doha Round)

การเจรจาการค้ารอบโดฮาเป็นการเจรจารอบที่ 9 ของแกตต์

- การเจรจาครั้งนี้เปิดรอบด้วยการประชุมระดับรัฐมนตรี  WTO ครั้งที่ 4 ณ เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ ระหว่าง วันที่ 9-14 พฤศจิกายน 2544 โดยที่ประชุมได้กำหนดเป้าหมายการเจรจาเปิดเสรีการค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมรอบใหม่ ดังนี้

การเจรจาสินค้าเกษตร

                       (1) ให้มีการเปิดตลาดสินค้าเกษตรมากยิ่งขึ้น

                       (2) ลดการอุดหนุนส่งออกทุกรูปแบบเพื่อนำไปสู่การยกเลิกในที่สุด  

                       (3) ลดการอุดหนุนการผลิตภายในที่บิดเบือนการค้าลงมากขึ้น

                       (4) ให้การปฏิบัติที่เป็นพิเศษสำหรับประเทศกำลังพัฒนา

                       ทั้งนี้ ให้สรุปผลพร้อมกับการเจรจาเรื่องอื่นๆ ภายในวันที่ 1 มกราคม 2548

                       สินค้าอุตสาหกรรม

(1) ลดหรือยกเลิก(ตามความเหมาะสม) ภาษีศุลกากร รวมถึงลดหรือยกเลิกภาษีสูงและภาษีขั้น บันได และมาตรการที่มิใช่ภาษี โดยเฉพาะที่ใช้กับสินค้าที่เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศกำลังพัฒนา

(2) การเจรจาให้ครอบคลุมสินค้าทุกรายการไม่มีการยกเว้น

(3) การเจรจาให้คำนึงถึงความต้องการและผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุดด้วย ซึ่งรวมถึงการยอมให้ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุดไม่ต้องตอบแทนประเทศพัฒนาแล้วในอัตราที่เท่ากัน (less than full reciprocity)

 

            - การประชุมระดับรัฐมนตรี  WTO ครั้งที่ 5 ณ เมืองแคนคูน ประเทศแม็กซิโก

หลังความล้มเหลวของการประชุมระดับรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 5 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 กันยายน 2546   ณ เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก ประเทศสมาชิก WTO นำโดยสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปได้พยายามร่วมกันในการจัดทำแผนงานและกรอบการเจรจาการค้าในประเด็นต่างๆที่สำคัญ ซึ่งในที่สุดคณะมนตรีใหญ่องค์การการค้าโลก (General Council) ได้รับรองแผนงานดังกล่าวในวันที่ 1 สิงหาคม 2547  จึงทำให้กรอบการเจรจาดังกล่าวถูกเรียกว่า  “JULY PACKAGE[3]  โดยแผนงานและกรอบการเจรจาดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้

1) การต่ออายุการเจรจารอบโดฮาและการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 6

การเจรจารอบโดฮามีกำหนดจะต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 1 มกราคม 2548 แต่เนื่องจากความล้มเหลวของการประชุมที่แคนคูน ทำให้แผนการเจรจาล่าช้าไปและไม่สามารถสรุปผลตามกำหนดได้ คณะมนตรีใหญ่จึงมีมติให้เลื่อนกำหนดการสรุปผลการเจรจารอบโดฮาออกไปจนถึงการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 6 ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนธันวาคม 2548 ณ ฮ่องกง

 

2) การปฏิรูปการค้าสินค้าเกษตรโลก กำหนดให้

(1) ยกเลิกการอุดหนุนการส่งออกทุกรูปแบบ รวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้อง อาทิ การให้สินเชื่อเพื่อการส่งออกที่มีระยะเวลาชำระคืนเกินกว่า 180 วัน การค้ำประกันการส่งออก การระบายสต๊อกสินค้าเกษตรส่วนเกินในรูปการให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร และการอุดหนุนส่งออกในรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อการส่งออก

(2) ลดการอุดหนุนภายในโดยรวมลงอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับที่ผูกพันไว้ โดยประเทศที่ให้การอุดหนุนในระดับสูงจะต้องลดลงในอัตราที่สูงกว่าเพื่อให้ระดับการอุดหนุนของแต่ละประเทศลดลงมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน (harmonization of domestic support) รวมทั้งกำหนดเพดานการอุดหนุนแต่ละสินค้าด้วย (product specific cap) นอกจากนั้น ในปีแรกของการปฏิบัติตามพันธกรณี ประเทศพัฒนาแล้วจะต้องลดการอุดหนุนที่บิดเบือนการค้า (trade-distorting support) ลงทันทีร้อยละ 20 (down payment)

(3) เปิดตลาดโดยการลดภาษีสินค้าเกษตรทุกรายการลงมาให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา (อัตราภาษีสูงลดลงมากกว่าอัตราภาษีต่ำ) และการขยายปริมาณการนำเข้าภายใต้ระบบโควตาภาษี โดยประเทศกำลังพัฒนาจะลดภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า

ทั้งนี้ ในการเจรจาเปิดตลาดสินค้าเกษตร จะต้องคำนึงถึงระดับการพัฒนาและความจำเป็นพิเศษของประเทศกำลังพัฒนาด้วย เช่น เรื่องความมั่นคงด้านอาหาร การพัฒนาชนบท ความอยู่ดีกินดี การพึ่งพิงสิทธิประโยชน์ทางการค้าที่ได้รับจากต่างประเทศ การพึ่งพิงสินค้าขั้นพื้นฐานเพียงบางรายการ และการเป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิ เป็นต้น

 

3) การเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม

ให้มีการกำหนดสูตร (formula) การลดภาษีโดยภาษีสูงให้มีอัตราการลดที่มากกว่า เสริมด้วยการลดภาษีรายสาขา (sectoral approach) และลดอุปสรรคทางการค้าในรูปที่มิใช่ภาษีลง (non-tariff barriers) โดยประเทศกำลังพัฒนาจะมีระยะเวลาในการลดภาษีที่ยาวนานกว่าและมีความยืดหยุ่นสำหรับอัตราการลดในบางรายการ

 

4) การเปิดตลาดสินค้าบริการ

เร่งรัดการเจรจาเปิดตลาดสินค้าบริการให้เร็วขึ้น โดยมีกำหนดให้สมาชิกปรับปรุงข้อเสนอเปิดตลาดสินค้าบริการภายในเดือนพฤษภาคม 2548

 

5) การเริ่มเจรจาจัดทำความตกลงในประเด็น  Singapore Issues ประกอบด้วย

1. การจัดทำความตกลงเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้า

2. เรื่องการลงทุน

3. นโยบายการแข่งขัน

4. ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ

-ทั้งนี้ ประเด็นต่างๆภายใต้ Singapore Issue จะมีการศึกษาต่อไปแต่จะไม่นำมาเจรจาภายใต้รอบโดฮา

 

6) เรื่องอื่นๆ

สำหรับการเจรจาเรื่องอื่นๆ เช่นเรื่องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การปรับปรุงกฎเกณฑ์ของ WTO การปรับปรุงกระบวนการระงับข้อพิพาทของ WTO ให้ดำเนินต่อไปพร้อมกับเรื่องอื่นๆ ส่วนเรื่องการปรับปรุงกฎเกณฑ์การปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่างสำหรับประเทศกำลังพัฒนา (Special and Differential Treatment) ให้เร่งพิจารณาและรายงานผลต่อที่ประชุมคณะมนตรีใหญ่ในเดือนกรกฎาคม 2548

 

- การประชุมระดับรัฐมนตรี  WTO ครั้งที่ 6 ณ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง

การประชุมระดับรัฐมนตรี  WTO ครั้งที่ 6 ณ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-18 ธันวาคม 2548 มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

รูปแบบการประชุม[4] 

ประธานที่ประชุมคือนาย John Tsang, Secretary for Commerce, Industry and Technology ของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ได้จัดการประชุมเป็น 2 ส่วน โดยประชุมคู่ขนานกันไป คือ (1) การประชุมเต็มคณะ (plenary) ให้ประเทศต่างๆกล่าวถ้อยแถลงจุดยืนของตน และ (2) การประชุม Chairman Consultative Group (CCG) ซึ่งมีสมาชิก 26 ประเทศที่ได้รับเชิญ เช่น ไทย อินเดีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย สหรัฐฯ แคนาดา เม็กซิโก บราซิล อาร์เจนตินา สหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์  ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อาฟริกาใต้ เคนยา และมอริเชียส เป็นต้น ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการเจรจาเรื่องที่สำคัญและนำผลการหารือในกลุ่ม CCG รายงานต่อที่ประชุม Head of Delegations ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกทั้ง 149 ประเทศ เพื่อความโปร่งใส

การจัดประชุมดังกล่าวทำให้การหารือเป็นไปโดยราบรื่น ไม่มีประเทศสมาชิกใดทักท้วงว่าไม่ได้รับการหารือ แต่เนื่องจากประเด็นที่เจรจาใน CCG ล้วนเป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อการเมืองภายในของทุกประเทศ จึงทำให้การหารือคืบหน้าไปช้ามาก ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาตลอดคืนเพื่อหารือกัน

หัวข้อประเด็นการเจรจา

- ครอบคลุมทั้งหมด 27 เรื่อง : Agricultural, Cotton, NAMA, Balance between Agriculture and NAMA, Services, Rules, TRIPS, Environment, Trade Facilitation, DSU, S&D treatment, Implementation, TRIPS & Public Health, Small Economies, Trade Debt & Finance, Trade&Transfer of Technology, Doha paragraph 19, TRIPS non-violation and situation complaints, E-commerce, LDCs, Integrated Framework, Technical Cooperation, Commodity Issues, Coherence, Aid for Trade, Recently-acceded Members และ Accessions

 

ผลการประชุม  

1. ที่ประชุมตกลงให้เร่งรัดการเจรจารอบโดฮาให้สามารถสรุปผลได้ภายในปี 2006

2.เรื่องสำคัญที่ที่ประชุมรัฐมนตรีครั้งนี้ให้ความสำคัญและหารือกันมากเป็นพิเศษมี 4 เรื่องคือ การปฏิรูปการค้าสินค้าสินค้าเกษตร การเปิดเสรีสินค้าอุตสาหรรม  การเปิดเสรีการค้าบริการ และการเปิดตลาดให้ประเทศพัฒนาน้อยที่สุดในรูป duty free and quota free

 

----------------------------------

 

สำนักงานประสานงานการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

23 มกราคม 2549

 

 

 

 



[1] สิทธิพร วิบูลย์ธนากุล การเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮา(เอกสารหมายเลข 4) กรุงเทพฯ:โครงการ WTO WATCH,2547

[2] WTO จะมีประชุมระดับรัฐมนตรีเป็นองค์กรสูงสุดซึ่งจะจัดประชุมทุก 2 ปี นอกจากนี้ยังมีคณะทมนตรีทั่วไปทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงานขององค์การ นอกจากนี้ยังมีคณะมนตรีย่อยอีก 3 ชุด คือ คณะมนตรีว่าด้วยสินค้า คณะมนตรีว่าด้วยบริการ และคณะมนตรีทริปส์

[3] ข้อมูลจากสำนักเจรจาการค้าพหุภาคี กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

[4] ข้อมูลจากสำนักเจรจาการค้าพหุภาคี กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์



Tag: