หน้าหลัก
| มาตรการตอบโต้การอุดหนุนกับการส่งออก |
| มาตรการตอบโต้การอุดหนุนกับการส่งออก
บทความพิเศษ โดย ดร.จักรินทร์ โกมลศิริ/ ดร.นิรัตน์ ทรัพย์ทวีธรรม/ ดร.กีรติ รัชโน
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังประสบมรสุมทางเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายเห็นว่าการส่งออกเป็นทางออกอย่างหนึ่งที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนได้พยายามที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อหามาตรการต่าง ๆ ที่จะสนับสนุนการส่งออก เช่น การให้การสนับสนุนทางด้านการเงินแก่ผู้ส่งออกโดยตรงหรือการยกเว้นภาษีอากรวัตถุดิบ หรือการลดหย่อนภาษีเงินได้ของนิติบุคคลหรือโครงการอุดหนุนการส่งออกของประเทศ ฯลฯ
การสนับสนุนที่กล่าวข้างต้นอาจจะเป็นการละเมิดต่อความตกลงว่าด้วยการอุดหนุน (Subsidy) ภายใต้กรอบขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) ที่ไทยเป็นภาคีด้วย ดังนั้น การที่รัฐบาลไทยในฐานะเป็นผู้ให้การสนับสนุนดังกล่าวอาจถูกประเทศสมาชิกอื่น ๆ ที่เป็นผู้นำเข้าสินค้าไทยตอบโต้ว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงในเรื่องนี้ เนื่องจากการอุดหนุนของรัฐบาลถือว่าเป็นการนำไปสู่การแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Distorted Competition) เพราะการอุดหนุนเป็นการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่ถูกต้อง (Disallocation of Resources) และก่อให้เกิดการได้เปรียบในการแข่งขันทางด้านราคาแก่ผู้ส่งออกของประเทศที่ให้การอุดหนุน
ในระยะเวลา 15 ปี ที่ผ่านมาประเทศไทยถูกกล่าวหาว่าให้การอุดหนุนแก่อุตสาหกรรมหลายประเภทที่ผลิตเพื่อการส่งออก เช่น สินค้าสิ่งทอ เครื่องไฟฟ้า อาหารสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์เหล็ก โดยผลที่ตามมาสินค้าไทยถูกเรียกเก็บอากรตอบโต้การอุดหนุน (Counter-vailing Duties) และทำให้สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นหรือถูกจำกัดปริมาณการนำเข้าในท้ายที่สุดก็จะมีผลต่อสินค้าไทยต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในประเทศนั้น โดยเฉพาะในประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย คือ สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปอีกทั้งประเทศมหาอำนาจทั้งสองยังมีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุนต่อประเทศที่กำลังพัฒนามากขึ้นอีกด้วย เนื่องจากรัฐบาลของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีนโยบายให้การสนับสนุนและอุดหนุนต่ออุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออกและประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งทีถูกจับตามองว่ามีการให้การอุดหนุนต่ออุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก
ในทำนองเดียวกันประเทศไทยก็สามารถที่จะใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Anti-Subsidy Measure) ได้เช่นกันตาม "พระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. 2542" กล่าวคือประเทศไทยสามารถตอบโต้การอุดหนุนและเรียกเก็บอากรตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duties) กับสินค้านำเข้าที่ได้รับการอุดหนุน (Subsidy) จากประเทศผู้ส่งออกอื่น ๆ ถ้าสินค้านำเข้าที่รับการอุดหนุนนั้น (Subsidized) สร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมภายในของไทย
สำหรับบทความนี้ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์ที่จะชี้ให้เห็นถึงความหมาย หลักการประเภทของการอุดหนุน (Subsidy) และเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้ส่งออกไทยเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว พร้อมทั้งแนวทางในการใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุนซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. อะไรคือการอุดหนุน?
การอุดหนุน คือ การที่รัฐให้การช่วยเหลือ สนับสนุน ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อภาคเอกชน ซึ่งตามความหมายของความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Subsidy & Countervailing Measure: SCM) ระบุว่าการอุดหนุนจะต้องประกอบด้วยปัจจัยดังต่อไปนี้
1.1 การให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน (Financial Contribution) อาจมีหลายรูปแบบดังต่อไปนี้
· การให้การสนับสนุนเงินทุนโดยตรงในรูปแบบของเงินกินเปล่า (Grants) เงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และการที่รัฐซื้อหุ้นในกิจการของบริษัท
· การให้การสนับสนุนทางด้านทุนทางอ้อม ซึ่งประกอบด้วยการยกเว้นภาษีอากร หรือการลดหย่อนภาษี (ภาษีรายได้นิติบุคคล หรือภาษีนำเข้า เป็นต้น)
· การให้สินค้าหรือบริการที่นอกเหนือไปจากสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น รัฐสร้างถนนตัดตรงไปยังโรงงาน
· การซื้อ/การจัดหาสินค้าโดยรัฐบาล
· การสนับสนุน/การอุดหนุนทางด้านราคา
1.2 การอุดหนุนที่มาจากหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรที่รัฐมอบหมาย (by a Government or any Public Bodies)
ตามความตกลงฯ ได้ระบุว่าแหล่งที่มาของการอุดหนุนทางการเงินนั้น อาจมาจากหน่วยงานของรัฐบาลโดยตรง หรือหน่วยงานเอกชนที่รัฐได้มอบหมายให้ดำเนินการแทนเช่น รัฐบาลจาก ประเทศ ก. ได้ให้ธนาคารเอกชนรายหนึ่งเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน ด้วยการให้กู้ยืมอัตราดอกเบี้ยต่ำก็ถือว่าเป็นการอุดหนุนจากรัฐบาลเช่นเดียวกัน หรือรัฐบาลกลางมอบหมายให้รัฐบาลส่วนท้องถิ่นให้การช่วยเหลือทางด้านการเงิน ทั้งนี้ตามความตกลงฯ ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินของรัฐบาล
1.3 การก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ได้รับการอุดหนุน (Benefit)
ตามความตกลงฯ คำว่าผล "ประโยชน์" หมายถึงการที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือต่ออุตสาหกรรม นอกเหนือไปจากประโยชน์ที่บริษัทเอกชนพึงได้ตามกลไกของตลาด เช่น ถ้าอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินกู้ คือ อัตราร้อยละ 10 และรัฐบาลให้ภาคเอกชนกู้ในอัตราร้อยละ 6 จากตัวอย่างนี้ "ประโยชน์" คือส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยในตลาดเงินกู้กับอัตราดอกเบี้ยที่รัฐให้เอกชนกู้ คือร้อยละ 4
1.4 การให้ที่เฉพาะเจาะจง (Specificity)
เกณฑ์สุดท้ายในการพิจารณาว่ามาตรการของรัฐเป็นการอุดหนุนหรือไม่ คือการให้แบบเฉพาะเจาะจงมี 5 รูปแบบด้วยกัน คือ
· การให้เฉพาะเจาะจงต่อบริษัท (Enterprise) เช่น รัฐระบุว่าบริษัท ก. ควรจะได้รับการช่วยเหลือ
· การให้เฉพาะเจาะจงต่ออุตสาหกรรม (Industry) เช่น การให้ประโยชน์แก่อุตสาหกรรมเหล็ก ปิโตรเคมี ก็ถือว่าเป็นการให้เฉพาะเจาะจงต่ออุตสาหกรรม
· การให้เฉพาะเจาะจงต่อภูมิภาค (Regional) เช่น การที่รัฐมีมาตรการส่งเสริมให้เฉพาะแก่บริษัทในภาคเหนือและไม่ได้ให้ภาคอื่น ๆ ด้วย
· การให้เฉพาะเจาะจงเพื่อการส่งออก คือการที่รัฐกำหนดเงื่อนไขในการส่งออก หากบริษัทประสงค์จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เช่น รัฐบาลตั้งข้อแม้ในการให้สิทธิประโยชน์ในการยกเว้นการเก็บภาษีนิติบุคคล ถ้าบริษัทนั้นทำการส่งออก
· การให้การอุดหนุนเพื่อการใช้สินค้าภายในประเทศมากกว่าสินค้านำเข้า คือ การที่รัฐให้การสนับสนุนโดยตั้งข้อแม้ว่าจะต้องซื้อสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ เช่น ซื้ออะไหล่หรือชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทย
เกณฑ์ที่กล่าวมาในเบื้องต้นนั้นถือว่าเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าการช่วยเหลือของรัฐเข้าข่ายการอุดหนุนหรือไม่
2. ประเภทของการอุดหนุน
เมื่อทราบว่ามาตรการสนับสนุนของรัฐใด ๆ เป็นการอุดหนุนแล้วต่อไปจะพูดถึงประเภทของการอุดหนุนซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ
2.1 การอุดหนุนที่ไม่อนุญาตให้กระทำ (Red Light Subsidy or Prohibited Subsidy) คือ การให้การอุดหนุนเพื่อการส่งออก (Export Subsidy) และการอุดหนุนให้มีการใช้สินค้าภายในประเทศมากกว่าสินค้านำเข้า เนื่องจาก 2 ประเด็นดังกล่าวสร้างความไม่เป็นธรรมให้กับการค้าระหว่างประเทศและสามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศผู้นำเข้าได้
2.2 การอุดหนุนที่อาจจะถูกตอบโต้ได้ (Yellow light Subsidy or Actionable Subsidy) การอุดหนุนประเภทนี้ต่างจากประเภทที่ 1 คือ การอุดหนุนสามารถกระทำได้แต่อาจถูกใช้มาตรการตอบโต้ทั้งในรูปแบบของการเก็บภาษีอากรพิเศษหรือนำไปสู่กระบวนการฟ้องร้องใน WTO หากพิสูจน์ได้ว่าการอุดหนุนนั้นก่อให้เกิดผลเสีย (Adverse Affect) ต่อประเทศสมาชิก
2.3 การอุดหนุนที่สามารกระทำได้ (Green Light Subsidy) การอุดหนุนประเภทนี้สามารถกระทำได้โดยจะไม่ก่อให้เกิดการตอบโต้ได้ กล่าวคือ การให้การอุดหนุนเพื่อการวิจัย การอุดหนุนในภูมิภาคที่ด้อยพัฒนา การให้การอุดหนุนในการปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรม แต่อย่างไรก็ตามแต่ละรูปแบบ แต่ละประเทศที่ให้การอุดหนุนต้องมีเกณฑ์ในการให้อย่างชัดเจน
3. การดำเนินการของประเทศสมาชิก WTO ต่อการอุดหนุน ตามข้อตกลงฯ ประเทศสมาชิกสามารถเลือกจะตอบโต้ต่อการอุดหนุนได้ 2 แนวทาง คือ
3.1 การใช้แนวทางของการยุติข้อพิพาทของ WTO การที่ขอให้ WTO ตั้งคณะกรรมการพิจารณาคดี (Panel) เพื่อขอให้พิจารณาว่าการที่ประเทศสมาชิกให้การสนับสนุนแก่อุตสาหกรรมของตนนั้นเข้าข่ายของการอุดหนุนหรือไม่ นอกจากนี้ผลที่ตามมานั้นก่อให้เกิดผลเสีย (Adverse Effects) แก่ประเทศสมาชิกอื่นหรือไม่ ยกเว้นแต่ถ้าเป็นการอุดหนุนที่ห้ามกระทำ (Red Light Subsidy) ที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีผลเสียต่อประเทศสมาชิกอื่น ๆ เพราะถือได้ว่าก่อให้เกิดผลเสียอยู่แล้ว ซึ่งผลลัพธ์ของการใช้แนวทางดังกล่าวนี้ คือประเทศที่ให้การอุดหนุนจะต้องยกเลิกโครงการอุดหนุนทันทีหรือมิฉะนั้นประเทศที่เป็นผู้เสียหายอาจตอบโต้ได้
3.2 การใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Measures) คือ การที่ประเทศสมาชิกสามารถเรียกเก็บอากรการตอบโต้การอุดหนุนต่อสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่ให้การอุดหนุน การเรียกเก็บอากรดังกล่าวนั้น เพื่อปรับให้ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น การใช้แนวทางนี้มีหลักเกณฑ์ว่าจะต้องมีการพิสูจน์ว่าการอุดหนุนจะก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศนั้น ๆ หรือไม่
สรุป
การดำเนินธุรกิจส่งออกจะต้องคำนึงถึงกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศที่ประเทศไทยได้ทำความตกลงไว้กับ WTO นอกจากนั้นแล้วผู้ส่งออกควรที่จะทราบถึงมาตรการทางการค้าต่าง ๆ ที่จะมีผลกระทบต่อการส่งออกได้แก่ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน เนื่องจากมาตรการดังกล่าวมีทั้งผลดีและผลเสีย กล่าวคือ ผู้ส่งออกอาจถูกมาตรการตอบโต้โดยเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนในทางตรงกันข้ามประเทศไทยก็อาจใช้มาตรการดังกล่าว โดยเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในเพราะถูกคุกคามจากการค้าที่ไม่เป็นธรรม
หลังจากที่ผู้ส่งออกทราบว่าอะไร คือ การอุดหนุนและการอุดหนุนมีผลอย่างไร ผู้ส่งออกควรที่จะได้เตรียมตัวให้พร้อมกับสถานการณ์ที่แข่งขันกันอย่างรุนแรงในการค้าระหว่างประเทศ โดยศึกษาถึงมาตรการทางการค้าต่าง ๆ รวมทั้งทำความเข้าใจกับมาตรการที่รัฐให้การสนับสนุนแก่ผู้ส่งออกว่าขัดกับความตกลงของ WTO หรือไม่ อย่างไรก็ตามการอุดหนุนยังมีประเด็นที่น่าติดตามในรายละเอียดมากกว่านี้ ซึ่งผู้เขียนจะนำเสนอในโอกาส
ที่มา: www.dft.moc.go.th
Tag:
|