หน้าหลัก ส่งบทความให้เพื่อน พิมพ์หน้านี้ แบ่งปันใน Facebook

FTA ไทย - สหภาพยุโรปรอบใหม่ ความหวังฟื้นเศรษฐกิจ
หนึ่งในความสำคัญของกรอบความตกลงความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านไทย-สหภาพยุโรป (Thailand-EU Comprehensive Partnership and Cooperation Agreement: PCA) ซึ่ง"ดอน ปรมัตถ์วินัย" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กับ"โฮเซป บอร์เรล" รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และผู้แทนระดับสูงของอียูด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง เป็นผู้ลงนามความตกลงนี้ที่ใช้เวลาในการเจรจานานถึง 18 ปี 

PCA ถือเป็นร่มใหญ่ครอบคลุมการขยายความร่วมมือทุกระดับในระยะยาว โดยเฉพาะปรับปรุงกฎระเบียบของไทยให้ทันสมัยสอดคล้องกับมาตรฐานสากลและกระแสการพัฒนาของโลก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสู่ "การเจรจาความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ ไทย-อียู รอบใหม่"

แม้การเจรจาความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีไทย-อียู หยุดชะงักไปนานกว่า 6 ปี ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2557 ดูเหมือนตอนนี้จะมีความหวังมากขึ้น เมื่ออียูสัญญาณขานรับการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2562 ที่ผ่านมา

เดลี กล่าวว่า การเจรจาเอฟทีเอของอียูมีความยากแตกต่างจากอดีต เพราะปัจจุบัน มีความซับซ้อนมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอียูต้องการสร้างมาตรฐานใหม่ในการทำความตกลงการค้าเสรีของไทย ซึ่งมีการพูดถึงข้อบทเรื่องการค้าและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Trade and Sustainable Development) ที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานด้านแรงงาน 

ปัจจุบัน  อียูลงนามข้อตกลงเอฟทีเอกับเวียดนามและสิงคโปร์แล้ว และระหว่างนี้ อียูกำลังเจรจากับอินโดนีเซีย ส่วนเอฟทีเออียูกับไทยอยู่ในกระบวนการกลับมาเจรจาใหม่ เช่นเดียวเอฟทีเออียูกับมาเลเซีย และฟิลิปปินส์

 ในการฟื้นการเจรจาความตกลงเอฟทีเอไทย-อียู กระทรวงการต่างประเทศได้ทำการศึกษาและตั้งข้อสังเกตการเจรจาความตกลง FTA ระหว่างอียูกับเวียดนามและสิงคโปร์ พบว่า เนื้อหาการเจรจามีรายละเอียดและครอบคลุมกว้างขวางมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การเจรจาใช้เวลาและทรัพยากรมากขึ้น รวมทั้งอาจเพิ่มแรงกดดันให้ไทยต้องยอมรับข้อเรียกร้องต่าง ๆ ของอียู ทั้งในเรื่องการเปิดตลาดยา รถยนต์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานอียูที่มีความเข้มงวดมากที่สุดมาตรฐานหนึ่งของโลก

การเจรจายังรวมถึงเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นผลประโยชน์สำคัญของอียู รวมทั้งกฎระเบียบด้านการแข่งขันทางการค้า การเข้าสู่ตลาด การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ การระงับข้อพิพาทในการลงทุนระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ 

 ส่วนการเปิดเสรีภาคบริการ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจไทยและเป็นต้นทุนของการทำธุรกิจ อาจส่งผลในแง่การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทางอียูต้องการผลักดันในเรื่องของการเปิดเสรีภาคบริการและการลงทุน คือการเข้าถึงตลาดที่อียูมีศักยภาพสูง โดยเฉพาะสาขาโทรคมนาคม การเงิน และการขนส่ง ซึ่งอาจนำไปสู่การผูกขาดทางการค้าในตลาดที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญเหล่านี้ในอนาคต จึงจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลที่ดีจากภาครัฐ



Tag: