หน้าหลัก ส่งบทความให้เพื่อน พิมพ์หน้านี้ แบ่งปันใน Facebook

เขตการค้าเสรีอาเซียนและการใช้สิทธิพิเศษ

เขตการค้าเสรีอาเซียนและการใช้สิทธิพิเศษ

 

วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2550

 

       เขตการค้าเสรีอาเซียนและการใช้สิทธิพิเศษ เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA)  ความเป็นมา  อาเซียน (ASEN) คือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations)  ได้สถาปนาขึ้นตามปฏิญญาอาเซียน เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 ประกอบด้วยประเทศสมาชิกแรกเริ่ม 5 ประเทศ  คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์  และไทย       ได้มีการทำความตกลงว่าด้วยการให้สิทธิพิเศษทางการค้าของอาเซียนขึ้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2520 ณ กรุงมะนิลา  ประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะร่วมมือและให้ความอนุเคราะห์แก่กันและกันในทางเศรษฐกิจและการค้า เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ในภูมิภาคอาเซียน ให้มากที่สุด ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2521 เป็นต้นมา  ต่อมาประเทศบูรไนได้เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2527 ประเทศเวียดนามได้เข้าเป็นสมาชิก เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2538 ลาวและพม่าได้เข้าเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2540 ล่าสุดประเทศกัมพูชา ได้เข้าเป็นสมาชิก เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542 ปัจจุบันอาเซียนมีสมาชิกรวม 10 ประเทศ และมีประชากรรวมทั้งสิ้นประมาณ 500 ล้านคน

            l การแลกเปลี่ยนสิทธิพิเศษทางการค้าของอาเซียน (ASEN Preferential Trading  Arrangement : ASEAN PTA) คือ การ

ให้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีศุลกากรแก่กันและกัน ทั้งนี้  ประเทศสมาชิกอาเซียนได้เริ่มให้สิทธิโดยการลดหย่อนอัตราภาษีศุลกากรขาเข้า  สำหรับสินค้าบางอย่างแก่กันและกันเป็นครั้งแรก  มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2521 เป็นต้นมา

            ลักษณะการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรมี 2 ลักษณะ คือ

            - การลดหย่อนภาษีขาเข้า  เป็นไปในลักษณะของการให้ส่วนลดของสิทธิพิเศษจากอัตราภาษีขาเข้าปกติ (Margin of Preferences - MOP)

            - การผูกพันภาษีขาเข้าไว้ในอัตราที่เรียกเก็บหรือที่เรียกว่า Binding หมายถึง การที่ประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศหนึ่ง ตกลงที่จะผูกพันอัตราภาษีขาเข้าที่เรียกเก็บ จากประเทศอาเซียนอื่นไว้ในอัตราเดิมที่เรียกเก็บอยู่ใน ขณะนั้นสำหรับสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง  ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเป็นการผูกพันไว้ในอัตรา 0%

            l การใช้อัตราภาษีศุลกากรพิเศษที่เท่ากันภายในเขตการค้าเสรี (CEPT)

            จากการที่มีการให้สิทธิพิเศษทางการค้าภายใต้ระบบการแลกเปลี่ยนสิทธิพิเศษทางการค้าของอาเซียน (ASEAN PTA) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2521  เป็นต้นมานั้น  ปรากฏว่า รายการสินค้าที่ให้สิทธิพิเศษฯ มักไม่ตรงกับความต้องการของแต่ละประเทศสมาชิก เป็นเหตุให้การค้าไม่ขยายตัวมากเท่าที่ควร

            ดังนั้น  ในการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 27-28 มกราคม 2535 ณ สิงคโปร์  อาเซียนได้ตกลงที่จะจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) ขึ้น   ซึ่งอาเซียนอื่นต่างยอมรับ โดยได้ร่วมลงนามในข้อตกลงว่าด้วยการใช้อัตราภาษีศุลกากรพิเศษที่เท่ากัน  สำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (Agreement on the Common Effective Preferential Tariff (CEPT) Scheme for the ASEAN Free Trade Area (AFTA)

            วัตถุประสงค์ เพื่อให้มีการขยายการค้าภายในอาเซียน  จูงใจการลงทุนจากต่างประเทศมาสู่ภูมิภาค  และเสริมให้มีการปรับโครงสร้างภาษีศุลกากรเพื่อประสิทธิภาพการผลิตของประเทศสมาชิก  และเพิ่มอำนาจต่อรองของอาเซียนในเวทีการเจรจาระหว่างประเทศ

            เป้าหมาย ลดภาษีศุลกากรระหว่างกันลงเหลือร้อยละ 0-5 ภายในเวลา 10 ปี และยกเลิกมาตรการจำกัดปริมาณของสินค้าทันทีที่สินค้านั้นได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรจากประเทศสมาชิกอื่น  และยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆ  ที่มิใช่ภาษี ภายใน 5 ปี

            3.1 กำหนดการและขั้นตอนการลดภาษี

            บัญชีรายการสินค้าภายใต้ CEPT  แบ่งเป็น ดังนี้

            (1) บัญชีลดภาษี (Inclusion List : IL) คือ รายการสินค้าที่ประเทศสมาชิกนำมาลดภาษีระหว่างกัน  ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามความตกลง CEPT

            กำหนดการและขั้นตอนการลดภาษีให้เหลือในอัตราร้อยละ 0-5 จะดำเนินการตามแผนการโดยจำแนกตามกลุ่มสินค้า 2 กลุ่ม ดังนี้

            -           กลุ่มสินค้าเร่งลดภาษี (Fast Track) จะต้องลดภาษีเหลือร้อยละ 0-5 ภายในเวลา 7 ปี ประกอบด้วยสินค้า 15 กลุ่ม ได้แก่ น้ำมันพืช เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง เยื่อกระดาษ ผลิตภัณฑ์เซรามิคและแก้ว  แคโทดที่ทำจากทองแดง เฟอร์นิเจอร์ไม้และหวาย ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย  เภสัชภัณฑ์ พลาสติก ผลิตภัณฑ์หนัง สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ และเครื่องอิเล็คทรอนิคส์

            -           กลุ่มสินค้าลดภาษีปกติ (Normal  Track) จะต้องลดภาษีลงเหลือร้อยละ 0-5 ภายใน 10 ปี (ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ จะเสร็จสิ้นภายในปี 2546 เวียดนามภายในปี  2549  ลาวและพม่าภายในปี 2551 และกัมพูชาภายในปี 2553)

            (2) บัญชียกเว้นภาษีชั่วคราว (Temporary Exclusion List : TEL) ประเทศสมาชิกสามารถของสงวนสิทธิการลดภาษีชั่วคราวได้ แต่ต้องทยอยนำสินค้าในบัญชีนี้เข้ามาลดภาษีในแต่ละปีเป็นจำนวนเท่าๆ กัน  ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ ไม่มีสินค้าอยู่ใน TEL แล้ว  ส่วนประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ  ต้องทยอยโอนรายการสินค้าใน TEL เข้า IL โดยเวียดนามเริ่มจากปี 2543 เสร็จสิ้นในปี 2549 ลาวและพม่าเริ่มจากปี 2545 ให้เสร็จสิ้นในปี 2551 และกัมพูชาเริ่มจากปี 2547 ให้เสร็จสิ้นในปี 2553

            (3) บัญชีอ่อนไหว (Sensitive List : SL) ประเทศสมาชิกจะนำบัญชีรายการสินค้าอ่อนไหวเข้ามาลดภาษีช้าที่สุด  สมาชิกอาเซียนเดิม6 ประเทศ เริ่มจากปี 2546 จะเสร็จสิ้นในปี 2553 สำหรับสมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ โดยเวียดนามจะเริ่มจากปี 2547 จะเสร็จสิ้นในปี 2556 ลาวและพม่าจะเริ่มจากปี 2549 จะเสร็จสิ้นในปี 2560 โดยเริ่มลดภาษีจากอัตราที่เก็บจริง  และอัตราภาษีสุดท้ายต้องลดเหลือร้อยละ 0

            (4) บัญชียกเว้นทั่วไป (General Exception List : GE) รายการสินค้าในบัญชีนี้ไม่ต้องลดภาษีตลอดไป  ได้แก่ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องความมั่นคง  ศีลธรรม  ชีวิตและสุขภาพของมนุษย์  สัตว์  และพืช สินค้าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์  ศิลปะ และโบราณคดี                 3.2 กำหนดการลดภาษีของประเทศสมาชิกอาเซียน

            ผู้นำอาเซียนได้ประกาศใช้มาตรการกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ และฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เรียกว่า มาตรการเข้มข้น หรือ Bold Measures ซึ่งส่งผลให้มีการเร่งรัดการจัดตั้ง AFTA เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภูมิภาคอาเซียน และในการประชุม Informal ASEAN Summit ครั้งที่ 3 ในปี 2542 ผู้นำอาเซียน ได้ตกลงให้อาเซียนลดภาษีเหลือร้อยละ 0 ทุกรายการ  ภายในปี 2553 สำหรับสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ  ส่วนสมาชิกใหม่อาเซียน 4 ประเทศ   ปี 2553 อัตราภาษีจะไม่เกินร้อยละ 5 และปี 2555 ทุกรายการมีอัตราภาษีร้อยละ 0

            3.3 คุณสมบัติของสินค้าที่จะขอใช้สิทธิพิเศษฯ ภายใต้ CEPT

            -           สินค้าที่ส่งออกจะต้องอยู่ในบัญชีรายการสินค้าลดภาษีของประเทศสมาชิกอาเซียนผู้นำเข้า

            -           สินค้าที่ส่งออกจะต้องมีคุณสมบัติถูกต้องตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดของสินค้า (Rule of Origin)  และหลักเกณฑ์การขนส่งโดยตรง (Direct  Consignment)  ภายใต้ข้อตกลง CEPT

            -           จะต้องมีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า แบบดี (Form D) ที่กรมการค้าต่างประเทศ  ออกให้ไปแสดงต่อศุลกากรของประเทศอาเซียนผู้นำเข้า

            3.4 สินค้าที่อยู่ในบัญชีลดภาษี

            การขอใช้สิทธิพิเศษฯ  นอกจากสินค้าจะต้องอยู่ในบัญชีลดภาษีของประเทศอาเซียนผู้นำเข้าแล้ว  จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การลดภาษีต่างตอบแทนดังนี้

            -           ประเทศสมาชิกจะสามารถใช้สิทธิพิเศษฯ จากการลดภาษีสินค้าใดสินค้าหนึ่งจากประเทศสมาชิกอื่นๆ ได้ก็ต่อเมื่อได้ลดภาษีสินค้าชนิดเดียวกันนั้นลงเหลือร้อยละ 20 หรือต่ำกว่า

            -           หากประเทศสมาชิกได้ลดภาษีสินค้าใดลงแล้ว  แต่อัตราภาษียังคงสูงกว่าร้อยละ 20 ก็ใช้สิทธิพิเศษฯ  ได้เฉพาะจากประเทศสมาชิกที่ลดภาษีสินค้าชนิดเดียวกัน แต่อัตราภาษียังคงสูงกว่าร้อยละ 20 เท่านั้น ทั้งนี้ จะไม่สามารถใช้สิทธิพิเศษฯ  จากประเทศสมาชิกที่มีอัตราภาษีร้อยละ 20 หรือต่ำกว่า

            3.5 หลักเกณฑ์ว่าด้วยการขนส่งโดยตรง

            -           สินค้านั้นถูกส่งไปยังประเทศผู้นำเข้า  โดยไม่ผ่านประเทศนอกสมาชิกอาเซียนประเทศอื่นเลย

            -           กรณีสินค้าถูกส่งผ่านประเทศนอกอาเซียน ซึ่งจะถือว่าถูกต้องตามหลักเกณฑ์การขนส่งโดยตรงก็ต่อเมื่อการส่งผ่านนั้น  เนื่องจากความจำเป็นทางภูมิศาสตร์หรือเส้นทางขนส่งบังคับ ทั้งนี้สินค้าจะต้องไม่ถูกนำออกซื้อขาย หรือใช้บริโภคในประเทศที่สินค้าถูกส่งผ่านและจะต้องไม่ถูกกระทำการอื่นใดมากไปกว่าการขนถ่ายสินค้าขึ้นและลง จากยานพาหนะ หรือการกระทำใดๆ  ที่จำเป็นเพื่อรักษาสภาพของสินค้าให้อยู่ในสภาพดีเท่านั้น

4. กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าภายใต้ข้อตกลง CEPT

            -           เป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นโดยใช้วัตถุดิบของประเทศนั้นทั้งหมดหรือสินค้าที่ทั้งหมดได้จากในประเทศสมาชิกผู้ส่งออก หรือ

            -           เป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นโดยมิได้ใช้วัตถุดิบของประเทศสมาชิกผู้ส่งออกทั้งหมด  สินค้านั้นจะถือว่ามีแหล่งกำเนิดจากประเทศสมาชิกอาเซียน  ถ้าหากว่ามีสัดส่วนของวัตถุดิบที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศสมาชิก  อย่างน้อยร้อยละ 40 ของราคา F.O.B. ของสินค้านั้น  และการแปรสภาพการผลิตขั้นสุดท้ายต้องกระทำในอาณาเขตของประเทศสมาชิกผู้ส่งออก

            4.1 กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าแบบสะสม

            สินค้าที่มีคุณสมบัติถูกต้องตามข้อกำหนดในเรื่องแหล่งกำเนิดตามปกติ และได้นำไปใช้ในประเทศสมาชิกหนึ่งเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าสำเร็จรูปที่ได้รับสิทธิพิเศษฯ ในอีกประเทศหนึ่ง  ให้ถือว่าสินค้านั้นมีแหล่งกำเนิดในประเทศสมาชิก  ที่ซึ่งการผลิต หรือการแปรสภาพของสินค้าสำเร็จรูปได้กระทำขึ้น  ถ้าหากว่ามูลค่าวัตถุดิบของอาเซียนของสินค้านั้นรวมกันแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของราคา F.O.B. ของสินค้านั้น

            ถ้าการคำนวณมูลค่าวัตถุดิบของอาเซียนของสินค้านั้น  น้อยกว่า

ร้อยละ 40 แต่เกินกว่าร้อยละ 20 ให้ใช้สัดส่วนมูลค่าวัตถุดิบของอาเซียน มาคำนวณรวมสะสมเป็นต้นทุนในประเทศสมาชิกผู้ผลิตสินค้าสำเร็จรูป

4.2 กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าแบบการเปลี่ยนพิกัดอัตราศุลกากร

(CTC : Change Tariff Classification)

            อาเซียนได้ตกลงให้นำหลักเกณฑ์กระบวนการผลิตที่ผ่านการแปรสภาพอย่างเพียงพอ  โดยการเปลี่ยนพิกัดอัตราศุลกากรในประเทศอาเซียนมาใช้เพิ่มเติมจากกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าทั่วไป  โดยผู้ส่งออกสามารถเลือกใช้ percentage criterion หรือ substantial

transformation process criterion อย่างใดอย่างหนึ่ง สำหรับสินค้า

ดังนี้

            - สินค้าสิ่งทอ  และผลิตภัณฑ์สิ่งทอจะใช้หลักเกณฑ์การเปลี่ยนพิกัด อัตราศุลกากร ตามรายละเอียดในแต่ละสินค้าที่ประเทศสมาชิกตกลงไว้  ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 เป็นต้นไป

            - สินค้าแป้งข้าวสาลี  จะใช้หลักเกณฑ์การเปลี่ยนพิกัดศุลกากรในระดับ 2 หลัก (Change of Chapter)  โดยจะต้องนำเข้าเมล็ดข้าวสาลี  และผ่านการแปรสภาพจากโรงงานผลิตแป้ง  ทั้งนี้ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2548

5. การขอใช้สิทธิพิเศษ ฯ กรณี Back to Back Form D

            ประเทศสมาชิกอาเซียนตกลงรับหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า  back to back Form D ที่ออกโดยประเทศคนกลางที่สินค้าส่งผ่าน (Interme diate Country) เพื่อนำมาแสดงต่อศุลกากรประเทศนำเข้าในการขอลดอัตราอากรภายใต้ CEPT ได้  ทั้งนี้ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2547 เป็นต้นไป

6. การขอใช้สิทธิพิเศษฯ  กรณีการรับใบกำกับสินค้าที่ออกโดยบุคคลที่ 3 (Third party re-invoicint)

            หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าของรัฐบาล ในประเทศสมาชิกอาจสามารถยอมรับหนังสือ  รับรองแหล่งกำเนิดได้ในกรณีที่ใบแจ้งราคาขายออกโดยบริษัทที่ตั้งอยู่นอกอาเซียนหรือจากผู้ส่งออกในอาเซียนที่รับผิดชอบในการออกบัญชีราคาขายสินค้า  โดยสินค้านั้นจะต้องผลิตได้ตรงตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดของ CEPT

7. วิธีปฏิบัติในการขอหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า Form D

            7.1        ผู้ส่งออกจะต้องขึ้นทะเบียนขอมีบัตรประจำตัวผู้นำเข้าส่งออก (ติดต่อขอทำบัตรได้ที่กลุ่มงานทะเบียนและข้อมูลสารสนเทศ  สำนักบริการการค้าต่างประเทศ  กรมการค้าต่างประเทศ)

            7.2        การยื่นขอหนังสือรับรอง Form D ผู้ส่งออกจะต้องแสดงบัตรประจำตัวผู้นำเข้าส่งออก พร้อมยื่นคำขอหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าฟอร์มดี และฟอร์ม ดี ที่ได้พิมพ์ข้อความครบถ้วน  ถูกต้องต่อหน่วยงานที่มีอำนาจออกหนังสือรับรองฯ  ของกรมการค้าต่างประเทศ  พร้อมเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยื่นขอ Form D ได้แก่

            - ใบกำกับสินค้า (Commercial invoice) ต้นฉบับ  หรือสำเนาคู่ฉบับ

            - ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading - B/L) หรือใบรับขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Way Bill) หรือเอกสารแสดงการขนส่งสินค้าอื่นๆ ต้นฉบับหรือสำเนา

            - สำเนาหนังสือรับรองอัตราส่วนต้นทุนการผลิตสินค้าทั่วไป หรือหนังสือรับรองรายละเอียดขั้นตอนการผลิตสินค้าสิ่งทอ  และผลิตภัณฑ์สิ่งทอ (ตามพิกัด 50-63) ที่เลือกใช้กฎเกณฑ์กระบวนการผลิตที่ผ่านการแปรสภาพอย่างเพียงพอ (substantial transformation process criterion)

 

ที่มา: http://www.sentangonline.com/sentangthai/index.php?option=com_content&task=view&id=295&Itemid=28

 



Tag: