/23178/dFQROr7oWzulq5Fa5KTT3KD0Tdwt3FGU8LLpJaoAQzmvk7UlqthGnWg8FzBSTuYc6Rb.jpg)
ไทย-ภูฏาน ประกาศเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 พ.ค.67 และตั้งเป้าหมายเจรจาให้เสร็จภายในปี 68
โดยมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ และนายนัมเกล ดอร์จี รมว.อุตสาหกรรม พาณิชย์ และการจ้างงาน เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามเอกสารขอบเขตการเจรจา ที่มีนางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และนางสาวทาชิ วังโม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมลงนาม ในช่วงการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-ภูฏาน (ระดับรัฐมนตรี) ครั้งที่ 5 ณ กรุงทิมพู ภูฏาน
“นายนภินทร” บอกว่า สาเหตุที่ทำ FTA กับภูฏาน เพราะมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง และก้าวเป็นประเทศกำลังพัฒนาเมื่อปี 66 มีศักยภาพเป็นตลาดรองรับการส่งออกของไทยในระยะยาว แต่ปัจจุบัน มูลค่าการค้าระหว่างกันยังน้อยมาก อย่างปี 66 อยู่ที่ 18.73 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยไทยส่งออก 18.71 ล้านเหรียญฯ และไทยนำเข้า 0.06 ล้านเหรียญฯ
ดังนั้น การทำ FTA จะช่วยสร้างศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทย เพราะจะมีการลด/เลิกการเก็บภาษีศุลกากร และมาตรการที่มิใช่ภาษี มีการอำนวยความสะดวกทางการค้า และลดอุปสรรคทางการค้า ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้า ทำให้การค้า 2 ฝ่ายขยายตัวมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ และประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ