| CBAM สะเทือนส่งออกไทย 'ยุโรป' บังคับใช้ 1 ม.ค.69 สินค้าเหล็กกระทบหนักสุด |
/23665/Cba.jpg)
นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 มาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป (EU) จะเริ่มมีผลบังคับใช้จะสะเทือน และพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจการค้าโลก โดย EU ออกข้อบังคับใหม่ EU 2025/2083 หรือ CBAM Simplification Regulation ปรับปรุงกลไก CBAM เพื่อลดความซับซ้อนของกฎ และลดภาระต่อผู้นำเข้ารายย่อยที่กำลังจะมีผลบังคับใช้
สำหรับการดำเนินการของ EU กำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าในยุโรปจะต้องซื้อใบรับรอง CBAM Certificates ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้า 6 กลุ่มหลัก คือ เหล็ก และเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน และมีแผนขยายขอบเขตไปสินค้ากลุ่มอื่น เช่น พลาสติก และโพลีเมอร์ แก้ว เซรามิก กระดาษ และสารเคมีพื้นฐาน
สำหรับการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เป็นเกณฑ์ยกเว้นแบบเดมินิมิสตามน้ำหนักรวม มาใช้แทนการยกเว้นตามมูลค่าสินค้าเดิม โดยกำหนดว่า ผู้นำเข้าสินค้ากลุ่มเหล็ก อะลูมิเนียม ปุ๋ย และซีเมนต์ รวมกันไม่เกิน 50 ตันต่อปี จะได้รับยกเว้นจากภาระผูกพัน CBAM แต่หากนำเข้าเกิน 50 ตันเมื่อใดต้องปฏิบัติตามกฎ CBAM เต็มรูปแบบสำหรับสินค้าทั้งปีนั้นทันที ทั้งนี้ ไฟฟ้า และไฮโดรเจนไม่อยู่ภายใต้การยกเว้นดังกล่าว
CBAM ฉบับใหม่เพิ่มความชัดเจนในการคำนวณการปล่อยคาร์บอน ดังนี้ การตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบอิสระ ใช้เฉพาะกรณีที่คำนวณจากค่าการปล่อยจริง และหากใช้ค่าปริยายจะอ้างอิงจากค่าเฉลี่ยการปล่อยของ 10 ประเทศผู้ส่งออกที่มีความเข้มข้นสูงสุด แทนเกณฑ์เดิม เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน ทั้งนี้ ผู้นำเข้าหักลดราคาคาร์บอนที่จ่ายในประเทศที่สามได้ง่ายขึ้น โดยเลือกใช้ราคาคาร์บอนปริยายรายปีที่คณะกรรมาธิการ EU กำหนด แทนการต้องพิสูจน์เอกสารทั้งหมด และอ้างอิงการจ่ายคาร์บอนได้จากหลายประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะประเทศต้นทาง
ระเบียบใหม่กำหนดให้ผู้แทนศุลกากรทางอ้อมต้องได้รับสถานะผู้ประกาศ CBAM ก่อนนำเข้า และรับผิดชอบบทลงโทษหากฝ่าฝืน นอกจากนี้เพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้นำเข้าเกินเกณฑ์ 50 ตันโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมขยายความหมายของ “การหลีกเลี่ยงกฎ” เพื่อป้องกันการแบ่งนำเข้าเป็นล็อตย่อยหรือจัดการเอกสารเทียม
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า CBAM จะส่งผลกระทบ 3.8% ของสินค้าส่งออกของไทยไป EU ในปี 2569 คิดเป็นมูลค่า 28,000 ล้านบาท โดย เป้าหมาย CBAM เป็นการสร้างการแข่งขันทางการค้าอย่างเท่าเทียม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตใน EU เสียเปรียบจากการย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน
ดังนั้น วันที่ 1 ม.ค.2569 ถือเป็นการสิ้นสุดระยะเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากกลไก CBAM จะเริ่มปรับให้สอดคล้องระบบการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS) โดยระบบดังกล่าวมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบภายในปี 2577 ซึ่งเป็นปีที่สิทธิการปล่อยคาร์บอนแบบให้เปล่า (Free Allowance) สำหรับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องถูกยกเลิกทั้งหมด
สำหรับอุตสาหกรรมเหล็ก และอะลูมิเนียมจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ โดยเหล็ก และเหล็กกล้า มีมูลค่าส่งออก 95.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 และอะลูมิเนียม มีมูลค่าส่งออก 56.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 ขณะที่การส่งออกปูนซีเมนต์ และปุ๋ยมีมูลค่าเพียงเล็กน้อย ดังนั้น ผู้ส่งออกเหล็ก เหล็กกล้า และอะลูมิเนียมไป EU ต้องปรับตัวไม่ให้เสียความสามารถการแข่งขันในตลาด EU เนื่องจากผู้นำเข้าต้องซื้อใบรับรอง CBAM
CBAM สะเทือนส่งออกไทย 'ยุโรป' บังคับใช้ 1 ม.ค.69 สินค้าเหล็กกระทบหนักสุด