หน้าหลัก
| บีโอไอคลอดมาตรการกระตุ้นการลงทุนปี 51-52 ให้สิทธิประโยชน์สูงสุด แก่ 6 กลุ่มอุตสาหกรรม |
 (18)/บีโอไอคลอดมาตรการกระตุ้นการลงทุนปี 51-52 ให้สิทธิประโยชน์สูงสุด แก่ 6 กลุ่มอุตสาหกรรม (629)/42560_BOI_Logo.jpg) | 2008-11-07
บีโอไอคลอดมาตรการพิเศษ กระตุ้นการลงทุนปี 2551 - 2552 ให้สิทธิประโยชน์สูงสุดแก่ 6 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เน้นกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และกิจการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และฟื้นมาตรการช่วยเรื่องสภาพคล่องทางการเงินแก่กิจการที่ประกอบอยู่เดิม
นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในการเพิ่มมาตรการพิเศษ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในภาวะที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว และเร่งรัดการลงทุนให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศให้ปี 2551-2552 เป็น “ปีแห่งการลงทุน”(Thailand Investment Year 2008-2009)
โดยตามมาตรการพิเศษดังกล่าวจะทำให้ผู้ประกอบการที่ยื่นขอรับส่งเสริมภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2552 และได้รับการอนุมัติให้การส่งเสริม ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดตามที่กฎหมายสามารถให้ได้ ประกอบด้วย การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี ทุกเขตที่ตั้ง และได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล ในอัตราร้อยละ 50 เป็นเวลา 5 ปี อนุญาตให้หักค่าขนส่งค่าไฟฟ้า และค่าประปา 2 เท่า และอนุญาตให้หักเงินค่าติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกจากกำไรสุทธิไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินที่ลงทุน นอกเหนือจากการหักค่าเสื่อมราคาตามปกติ
สำหรับกิจการที่เข้าข่ายได้รับการส่งเสริมการลงทุน ภายใต้มาตรการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในภาวะที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว และเร่งรัดการลงทุนตามนโยบาย “ปีแห่งการลงทุน” 2552 มีทั้งสิ้น 6 กลุ่มกิจการ ได้แก่
1. กิจการเกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน และพลังงานทดแทน เช่น กิจการผลิตแอลกอฮอล์หรือเชื้อเพลิงจากผลผลิตทางการเกษตร กิจการผลิตเครื่องจักร หรืออุปกรณ์ประหยัดพลังงานใช้พลังงานทดแทน สถานีบริการก๊าชธรรมชาติ (NGV) เป็นต้น
2. กิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น กิจการผลิตเส้นใยธรรมชาติหรือเส้นใยประดิษฐ์ กิจการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ กิจการผลิตชิ้นส่วนยานพาหนะ เป็นต้น ทั้งนี้จะมีการเปิดประเภทกิจการใหม่เพิ่ม ได้แก่ กิจการผลิตผลิตภัณฑ์เซรามิกส์ที่ใช้สำหรับงานอุตสาหกรรม
(Advanced Ceramics)
3. กิจการผลิตวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และจะเปิดประเภทกิจการใหม่ขึ้นอีก 2 ประเภทได้แก่ กิจการผลิตเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly Chemicals)และกิจการผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly Products) เช่น วัสดุบรรจุภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร ที่สามารถย่อยสลายเองได้
4. กิจการที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Mega Projects) เนื่องจากเป็นกิจการที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐในการส่งเสริมให้เอกชนลงทุน เพื่อลดภาระของรัฐ
5. กิจการด้านการท่องเที่ยวและเชื่อมโยงกับภาคอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเตรียมพร้อมรองรับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง
6. กิจการในอุตสาหกรรมที่ใช้ผลิตผลทางการเกษตรเป็นวัตถุดิบ เพื่อช่วยเหลือด้านราคาพืชผลทางการเกษตรและเพื่อยกระดับเทคโนโลยีการผลิตให้สูงขึ้นเช่น กิจการผลิตสารให้ความหวาน กิจการผลิตเดรกตริน หรือโมดิไฟด์สตาร์ช
ฟื้นมาตรการช่วยเหลือสภาพคล่องผู้ประกอบการในช่วงวิกฤติ
ด้าน พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้บีโอไอใช้มาตรการการให้สิทธิมาตรา 36 ซึ่งเคยประกาศใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อช่วยเหลือเรื่องสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการและผู้ส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี โดยสามารถนำเข้าวัตถุดิบได้ไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคาร และไม่มีภาระดอกเบี้ยในกรณีต้องชำระอากรวัตถุดิบก่อน
มาตรการดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้ไปถึงสิ้นปี 2552 โดยครอบคลุมใน 14 กลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วย เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องหนัง รองเท้า เครื่องเรือนหรือเครื่องตกแต่ง ของเด็กเล่น เลนส์ สิ่งทอ เครื่องกีฬา ชิ้นส่วนยานพาหนะ ผลิตภัณฑ์พลาสติกหรือเคลือบด้วย พลาสติก ผลิตภัณฑอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน อัญมณีและเครื่องประดับ และ สิ่งพิมพ์ ทั้งนี้ได้ให้สมาคม หรือสถาบันที่เกี่ยวข้อง เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการให้สิทธิประโยชน์
ลงข่าววันที่ 2008-11-05
ที่มา: บีโอไอ
Tag:
|