หน้าหลัก ส่งบทความให้เพื่อน พิมพ์หน้านี้ แบ่งปันใน Facebook

BOI งัดมาตรา 36(1) และ (2) อุ้ม 14 อุตฯ ยกเว้น ภาษีนำเข้าวัตถุดิบ

2008-11-10

 

การเกิดวิกฤตการเงินโลกภาวะเศรษฐกิจซบเซาจะส่งผลกระทบมาถึงภาคการลงทุนและภาคอุตสาหกรรมไทยอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่รัฐบาลจะทำได้ก็คือ การหามาตรการหรือแนวทางมาช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่เป็นฐานรากทางเศรษฐกิจของประเทศ ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มี นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีมติให้ BOI ใช้มาตรการให้การส่งเสริมแก่กิจการที่ประกอบการ อยู่เดิมให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรา 36(1) และ 36(2) จำนวน 14 กิจการ ได้แก่

เสื้อผ้าสำเร็จรูป, เครื่องหนัง, รองเท้า, เครื่องเรือนหรือเครื่องตกแต่ง, ของเด็กเล่น, เลนส์, สิ่งทอ, เครื่องกีฬา, ชิ้นส่วนยานพาหนะ, ผลิตภัณฑ์พลาสติกหรือเคลือบด้วยพลาสติก, ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน, ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน, อัญมณีและเครื่องประดับ และสิ่งพิมพ์ โดยจะมีผลบังคับใช้ไปถึงสิ้นปี 2552 โดยจะได้รับ การ "ยกเว้น" อากรขาเข้าวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าส่งออก เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยให้เกิดสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออกไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคาร

ภายใต้เงื่อนไข 1)ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ดำเนินการอยู่ในอุตสาหกรรมที่ให้สิทธิประโยชน์ มีขนาดการลงทุนไม่รวมค่าที่ดิน และทุนหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท กับ 2)ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับการยอมรับจากสมาคมหรือ หน่วยงานที่ได้รับความเห็นชอบจาก BOI ก่อน

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า มาตรการดังกล่าวได้เคยประกาศใช้มา ตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ในช่วงแรกจะครอบคลุมการให้การส่งเสริมเพียงแค่ 3 อุตสาหกรรมเท่านั้น คือ การผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องหนัง และรองเท้า ต่อมาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ขยายการให้การ ส่งเสริมอีก 12 อุตสาหกรรม เป็น 15 อุตสาหกรรม ได้แก่ เครื่องเรือนหรือ เครื่องตกแต่ง, สิ่งทอ, ของเด็กเล่น, เครื่องกีฬา, ชิ้นส่วนยานพาหนะ,ผลิตภัณฑ์พลาสติกหรือเคลือบด้วยพลาสติก, ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วน, ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วน, อัญมณีและเครื่องประดับ, เลนส์, สิ่งพิมพ์ และกิจการตัดและ แปรรูปโลหะ

พอถึงปี 2549 เมื่อภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ประกอบกับจำนวนผู้ประกอบการบางกิจการมาขอใช้สิทธิประโยชน์ตามมาตรา 36(1) กับ 36(2) น้อยลง คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จึงออกประกาศขยายการให้การส่งเสริมมาตรการข้างต้น แต่ลดประเภทกิจการลงเหลือเพียง 3 อุตสาหกรรมที่ยังมีความจำเป็นต้อง ใช้สิทธิประโยชน์ตามมาตรการดังกล่าว ได้แก่ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานพาหนะ, อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติกหรือเคลือบด้วยพลาสติก และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน โดยให้ยื่นคำขอก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2550

เมื่อระยะเวลาให้การส่งเสริมตามมาตรา 36(1) กับ 36(2) ใกล้สิ้นสุดลง BOI ได้แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการกำกับดูแลการให้สิทธิประโยชน์ตามมาตรา 36(1) และ (2) ขึ้นมาชุดหนึ่งในเดือนเมษายน 2551 โดยคณะอนุกรรมการชุดนี้พบว่า มีผู้ประกอบการที่มาขอใช้สิทธิประโยชน์ตามมาตรา 36(1) (2) และได้รับการอนุมัติไปแล้วทั้งสิ้น 231 ราย ประเภทอุตสาหกรรมที่ขอใช้สิทธิมากที่สุด ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์/ชิ้นส่วน กับเครื่องใช้ไฟฟ้า/ชิ้นส่วน (ตารางประกอบ)

ประกอบกับ สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย (TGMA) กับ สถาบัน ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ได้ทำหนังสือ มาถึง คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แสดงความประสงค์ที่จะใช้สิทธิประโยชน์ตามมาตรา 36(1) (2) ต่อไปอีก โดยให้เหตุผลว่า มีผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของสมาคมและสถาบันต้องการที่จะใช้สิทธิประโยชน์ต่อไปเพื่อเป็นการเร่งรัดการส่งออก แก้ไขปัญหาสภาพคล่องในการจัดหาวัตถุดิบจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในเรื่องต้นทุนการผลิตในภาวะวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้พิจารณาแล้วจึงมีความเห็นว่า มาตรการการใช้สิทธิประโยชน์ตามมาตรา 36(1) (2) จะช่วยเรื่องสภาพคล่องของ ผู้ประกอบการที่ดำเนินการการผลิตเพื่อ ส่งออกได้ระดับหนึ่ง โดยผู้ประกอบการ ไม่ต้องค้ำประกันหรือชำระอากรวัตถุดิบก่อนแล้วขอคืนภายหลัง

ดังนั้น BOI จึงมีมติให้ 14 อุตสาห กรรม ประกอบไปด้วย เสื้อผ้าสำเร็จรูป ภายใต้การกำกับดูแลของ สมาคมอุตสาห กรรมเครื่องนุ่งห่มไทย, อุตสาหกรรม เครื่องหนัง ผู้กำกับ สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย, อุตสาหกรรมรองเท้า ผู้กำกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, อุตฯเครื่องเรือน/เครื่องตกแต่งผู้กำกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

อุตสาหกรรมสิ่งทอ ผู้กำกับ สมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย, อุตสาหกรรมของเล่นเด็ก ผู้กำกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, เครื่องกีฬา ผู้กำกับ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, ชิ้นส่วนยานพาหนะ ผู้กำกับ สถาบันยานยนต์, ผลิตภัณฑ์พลาสติก/เคลือบด้วยพลาสติก ผู้กำกับ

สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทยอิเล็กทรอนิกส์/ชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า/ ชิ้นส่วน ผู้กำกับ สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, อุตสาหกรรมอัญมณี/ เครื่องประดับ ผู้กำกับ สมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ, เลนส์ ผู้กำกับ สภาอุตสาหกรรม และ สิ่งพิมพ์ สมาคมการพิมพ์ สามารถใช้มาตรการนี้ ได้ต่อไป แต่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดถึง สิ้นปี 2552 เท่านั้น

หน้า 6

 

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ



Tag: