หน้าหลัก ส่งบทความให้เพื่อน พิมพ์หน้านี้ แบ่งปันใน Facebook

อาหาร-แอร์-ชิ้นส่วนยานยนต์ ประเมินโอกาสและความเสี่ยง AANZFTA

2008-11-18

 

โลกของการค้าเสรีกำลังวิ่งไล่กวดธุรกิจไทยให้ต้องปรับตัวพร้อมกับการแข่งขันท่ามกลางกติกา โครงสร้างและกฎระเบียบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในวันที่ภาคราชการไทยผ่านกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเปิดแนวรุก จัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีทั้งในกรอบ ภูมิภาคีและทวิภาคีเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

ธุรกิจไทยเข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์จากการลด/ยกเลิกภาษีในแต่ละความตกลงที่มีทั้งความซับซ้อนและแยกย่อยตามแต่ละฉบับหรือไม่ มีความพร้อมสำหรับรับมืออุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีมากขึ้นหรือไม่ และมีใจสู้กับการแข่งขันในเวทีการค้าระดับนานาชาติแล้วหรือยัง

การสัมมนา "ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ : เสียงจากประชาชน" (AANZFTA) เป็นจิ๊กซอว์ของโครงร่างการค้าเสรีภาพใหญ่ที่ไทยทำกับนานาชาติทั้งภายใต้กรอบของอาเซียนและทวิภาคี

แม้การจัดการสัมมนาเพื่อให้ข้อมูลกับประชาชนและฟังเสียงประชาชนจะเป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นจากบทบัญญัติตามมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญปี 2550 แต่ในแง่หนึ่งการให้ข้อมูลที่ทั่วถึงและสะท้อนความกังวลจากภาคธุรกิจ ภาคประชาชนถึงคณะผู้เจรจาได้ครบถ้วน ย่อมเป็นพื้นที่ เปิดให้การก้าวเดินไปในเวทีการค้าระหว่างประเทศของภาคธุรกิจไทยไม่เดียวดาย

ขณะเดียวกันภาคราชการน่าจะได้รับทราบข้อมูลให้รอบด้านก่อนจะตัดสินใจให้คำมั่นสัญญาใดกับคู่เจรจา

อาหารไทย : แข่งขันได้ มาตรฐานต้องแน่

นางปวรวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทยกล่าวว่า ในโลกที่ไร้พรมแดน ธุรกิจอาหารต้องเผชิญกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพอาหารที่สูงขึ้น

ปัจจุบันในออสเตรเลียมีร้านอาหารไทยประมาณ 300 แห่ง ถามว่าการเปิดเสรีทางการค้าภายใต้กรอบอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ส่งผลกระทบกับธุรกิจร้านอาหารไทยอย่างไร ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบใดๆ

แต่สิ่งที่นายกสมาคมภัตตาคารไทยเน้นย้ำสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าไปทำธุรกิจร้านอาหารในออสเตรเลีย คือ เรื่องการใส่ใจกับมาตรฐานคุณภาพสินค้า ซึ่งมีสูงมากในออสเตรเลีย

"แม้แต่มาตรฐานร้านอาหารภายในประเทศยังไม่สามารถทำให้ได้ดีแล้วจะเอาอะไรไปขายให้ต่างชาติมั่นใจกับอาหารไทย ซึ่งเป็นทั้งสินค้าและวัฒนธรรมไทย"

ปัจจุบันประเทศไทยขาดแคลนการพัฒนาศักยภาพร้านอาหารไทยอย่างมีระบบ ขาดการบูรณาการระหว่างภาคเศรษฐกิจ กับภาคสาธารณสุข แต่ก็ยังมีนักธุรกิจ ร้านอาหารที่มีความสามารถไปสร้างกิจการในต่างประเทศได้ ด้วยตัวของเขาเอง

ทั้งนี้ นายกสมาคมภัตตาคารไทยยังกล่าวด้วยว่า ออสเตรเลียเป็นตลาดร้านอาหารไทยที่น่าส่งเสริมและยอมรับอาหารไทยมากที่สุดในโลก และหากผู้ประกอบการและภาครัฐให้ความใส่ใจกับการยกระดับมาตรฐานร้านอาหาร ย่อมเป็นโอกาสและเป็นการสร้างกิจการที่ยั่งยืนได้

สร้างเครือข่ายธุรกิจไทยรุกออสซี่

นายสมศักดิ์ จิตติพลังศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัยโจ เด็นกิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า สิ่งที่ธุรกิจไทย น่าจะต้องคิดสำหรับการแข่งขันกับคู่แข่งในต่างประเทศ คือ การสร้างเครือข่าย ผู้ร่วมค้า เหมือนกับที่อุตสาหกรรมของญี่ปุ่นซึ่งไปลงทุนต่างประเทศแบบไปเป็นเครือข่าย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำและธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตไปพร้อมๆ กัน และขยายฐานกิจการของแบบเชื้อชาติไทยได้

สำหรับประสบการณ์ของซัยโจ เด็นกิฯ หลังจากเข้าไปทำตลาดในออสเตรเลียนานกว่า 4-5 ปีแล้ว

ปัจจุบันพบว่า เครื่องปรับอากาศของไทยถือส่วนแบ่งในตลาดออสเตรเลียกว่า 35% มูลค่าในตลาดเครื่องปรับอากาศในออสเตรเลีย 4 หมื่นล้านบาท ไทยครองมากถึง 3 หมื่นล้านบาท

ตลาดเครื่องปรับอากาศในออสเตรเลียเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง และธุรกิจไทยที่เข้าไปเราต้องไปแข่งกับคู่แข่งหลายชาติ โดยหลักๆ คือ ญี่ปุ่น จีน และเกาหลี ดังนั้นซัยโจ เด็นกิฯจึงต้องพยายามหาจุด ที่ได้เปรียบกว่าคู่แข่งเช่นการทำสินค้าเฉพาะเจาะจง

"การเข้าไปประสบความสำเร็จในตลาดที่มีกำลังซื้อ เราต้องเข้าใจวิถีชีวิต ต้องรู้จักการใช้ชีวิตของคนในประเทศนั้นๆ ต้องรู้ว่าเขาต้องการสินค้าแบบไหน ถ้าผู้ผลิตสินค้าไม่เข้าใจ เข้าไม่ถูกทาง ก็จะเข้าผิดตลาด และล้มเหลวได้"

สำหรับเครื่องปรับอากาศไทยแล้วมีโอกาสมากในตลาดออสเตรเลีย แต่โอกาสนี้เกิดขึ้นได้เนื่องจากผู้ผลิตไทยที่เข้าไปไม่ใช่รายใหญ่ ดังนั้นจึงสามารถปรับตัวได้เร็วและเท่าทันกับความต้องการที่มีลักษณะเฉพาะของคนออสเตรเลียได้ดีกว่าบริษัทใหญ่ เช่น ตลาดออสเตรเลียเน้นเรื่องการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และน้ำเป็นทรัพยากรที่ราคาแพงมาก

ดังนั้นบริษัทซัยโจ เด็นกิฯจึงผลิตเครื่องปรับอากาศเทคโนโลยีไฮบริดที่สามารถใช้น้ำหมุนเวียนในระบบได้ เป็นต้น

มาตรฐานสินค้า+สิ่งแวดล้อมสำคัญ

นายปราโมทย์ พงษ์ทอง นายกกิตติม ศักดิ์สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยกล่าวว่า ในออสเตรเลียมีกฎด้านการออกแบบที่สำคัญมาก เช่น Australian Design Rule และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอีก 83 รายการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยต้องปรับตัวและหน่วยงานราชการต้องเข้ามาช่วยเหลือ

เนื่องจากสิ่งที่เป็นมาตรฐานของ ออสเตร เลียก็คือสิ่งที่สหภาพยุโรปกำหนด เนื่องจากออสเตรเลียในฐานะอดีตเครือจักรภพอังกฤษ จึงรับมาตรฐานสินค้าและสิ่งแวด ล้อมที่อังกฤษมีและปรับเข้ากับมาตรฐานของสหภาพยุโรปได้ง่าย

ดังนั้น คู่แข่งขันที่สำคัญของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยในออสเตรเลียจึงอยู่ที่จีนและอินเดีย

ขณะเดียวกันเรื่องช่องทางการจัดจำหน่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยต้องเข้าใจด้วยว่า ในออสเตรเลียมีกลุ่มชิ้นส่วนรายใหญ่ 9 รายและกลุ่มนี้จะเป็นผู้จัดส่งสินค้าให้กับร้านค้ารายเล็กทั่วประเทศ 1,600 ราย ซึ่งต่างจากระบบการจัดจำหน่ายในประเทศไทย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจและใช้ให้เป็นสินค้าที่ได้ลดภาษีเร็วกว่าทวิภาคี

ทั้งนี้ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีข้อผูกพัน ลดภาษีศุลกากรสำหรับสินค้ารวม 96% ของรายการสินค้าทั้งหมด ภายในปี 2558 และ 2560 ตามลำดับ

โดยสินค้าเครื่องนุ่งห่มในตอนที่ 61 และ 62 บางรายการของไทยจะได้รับการลดภาษีเป็นศูนย์เร็วกว่า TAFTA 3-5 ปี ส่วนชิ้นส่วนยานยนต์ในตอนที่ 39-40, 70, 83, 85 และ 87 บางรายการ สิ่งทอใน ตอนที่ 55-56 บางรายการ สินค้าที่ทำจากสิ่งทอในตอนที่ 63 บางรายการ และสินค้ารองเท้าในตอนที่ 64 บางรายการจะลดภาษีเป็นศูนย์เร็วกว่า TAFTA 1 ปี

ส่วนสินค้าที่นิวซีแลนด์ลดภาษีเป็นศูนย์ให้เร็วกว่า TNZCEP อยู่ 3-6 ปี เช่น สินค้าสิ่งทอในตอนที่ 54-60 บางรายการ และสินค้าที่ทำจากสิ่งทอในตอนที่ 63 บางรายการ และสินค้าที่ได้ลดภาษีเป็นศูนย์ เร็วกว่า TNZCEP อยู่ 1 ปี เช่น พลาสติกตอนที่ 39 บางรายการ ยางตอนที่ 40 บางรายการ ชิ้นส่วนยานยนต์ตอนที่ 70, 73, 84-85, 87 และ 94 บางรายการ อะลูมิเนียมในตอนที่ 76 บางรายการและสินค้าเครื่องจักรในตอนที่ 84 บางรายการ

หน้า 13

ข่าวของวันที่: 2008-11-17

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ



Tag: