หน้าหลัก ส่งบทความให้เพื่อน พิมพ์หน้านี้ แบ่งปันใน Facebook

สรุปภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ พลาสติก ปิโตรเคมี ปี 2551 และแนวโน้มปี 2552

 

อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์

 

อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ของประเทศไทยมีผู้ประกอบเป็นจำนวนมาก และมีความหลากหลายของประเภทผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เนื่องจากเคมีภัณฑ์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปในอุตสาหกรรมต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์เคมีพื้นฐานก่อให้เกิดการผลิตต่อเนื่องในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ขั้นปลาย    อื่น ๆ

โครงสร้างการผลิต

            ผู้ประกอบการ

            ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ขั้นปลาย โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 75  สำหรับอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ขั้นปลายเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนต่ำ  ในขณะที่อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ขั้นพื้นฐานเป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้เงินลงทุนสูง

          โครงสร้างต้นทุนการผลิต

            อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ขั้นพื้นฐานใช้วัตถุดิบและพลังงานค่อนข้างสูง แต่มีการใช้แรงงานต่ำ เช่น ในการผลิตโซเดียมไฮดรอกไซด์ และคลอรีนเหลว มีสัดส่วนต้นทุนวัตถุดิบร้อยละ 45   พลังงานร้อยละ 50  และแรงงานร้อยละ 5  เป็นต้น

สำหรับอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ขั้นปลายมีการใช้วัตถุดิบค่อนข้างสูง เช่นในการผลิต สี   สารเคมีกำจัดศัตรูพืช   ปุ๋ยเคมี  ผงซักฟอก  และเครื่องสำอาง มีสัดส่วนต้นทุนวัตถุดิบร้อยละ  82, 80-90, 85, 73 และ 70 ตามลำดับ

ทั้งนี้ วัตถุดิบส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ  และการผลิตเคมีภัณฑ์ขั้นพื้นฐานเป็นกิจการที่ต้องผลิตตลอด 24 ชั่วโมง

 

การตลาด

            ในปี 2551 การนำเข้าเคมีภัณฑ์ (พิกัด 28-38 ยกเว้น 30 35 และ 36) มีมูลค่ารวมประมาณ  3.86 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน  สำหรับการส่งออกเคมีภัณฑ์ (พิกัด 28-38 ยกเว้น 30 35 และ 36) มีมูลค่ารวม 1.24 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.8  เมื่อเทียบกับปีก่อน  ดุลการค้าเคมีภัณฑ์ขาดดุล  2.62 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

            การส่งออก

ในปี 2551 การส่งออกเคมีภัณฑ์อินทรีย์มีมูลค่าประมาณ 21,247 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2.57  เมื่อเทียบกับปีก่อน  เคมีภัณฑ์เบ็ดเตล็ดมีมูลค่าส่งออกประมาณ  17,362  ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.71 เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนเครื่องสำอางหรือสิ่งปรุงแต่งสำหรับประทินร่างกายมีมูลค่าส่งออกประมาณ  29,936 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6.62 เมื่อเทียบกับปีก่อน อุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี    มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 2,504 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.06เมื่อเทียบกับปีก่อน  และอุตสาหกรรมสี มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 9,172 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.83 เมื่อเทียบกับ    ปีก่อน

 

ประเภท

 

พิกัด

มูลค่าการส่งออก(ล้านบาท)

เปลี่ยนแปลง(ร้อยละ)

 

2548

2549

2550

2551*

2551/2550

1. เคมีภัณฑ์พื้นฐาน

 

 

 

 

 

1.1 อนินทรีย์

28

6,515

9,120

11,356

12,382

9.03

1.2 อินทรีย์ C

29

19,294

17,841

21,809

21,247

-2.57

2. เคมีภัณฑ์ขั้นปลาย

 

 

 

 

 

2.1 ปุ๋ย

31

2,754

2,079

1,896

2,504

32.06

2.2 สี

32

8,222

8,893

9,096

9,172

0.83

2.3 เครื่องสำอาง

33

26,395

27,678

32,060

29,936

-6.62

2.4 สารลดแรงตึงผิว

34

9,561

11,131

12,183

31,994

162.61

2.5 เคมีภัณฑ์เบ็ดเตล็ด

38

8,968

12,344

15,541

17,362

11.71

รวมทั้งสิ้น

28-38(ยกเว้น พิกัด 30 35 และ 36 )

81,709

89,086

103,941

124,597

19.8

ที่มา : ข้อมูลจากกรมศุลกากร                                                                                                 

          C เคมีภัณฑ์อินทรีย์ไม่รวมปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นกลาง

           *ตัวเลขใน ปี 2551 เป็นตัวเลขประมาณกา

การนำเข้า

            การนำเข้าเคมีภัณฑ์อนินทรีย์ในปี 2551 มีมูลค่าประมาณ 65,127  ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ  39.02  เมื่อเทียบกับปีก่อน  เคมีภัณฑ์เบ็ดเตล็ดมีมูลค่านำเข้าประมาณ  76,387   ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.6  เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนปุ๋ยมีมูลค่านำเข้าประมาณ 79,761  ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ  73.75 เมื่อเทียบกับปีก่อน อุตสาหกรรมเครื่องสำอางมูลค่านำเข้าประมาณ 19,881 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.04 เมื่อเทียบกับปีก่อน และอุตสาหกรรมสีมูลค่านำเข้าประมาณ 34,840 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.36

           

ประเภท

พิกัด

มูลค่าการนำเข้า(ล้านบาท)

เปลี่ยนแปลง

(ร้อยละ)

 

 

2548

2549

2550

2551*

2551 / 2550

1. เคมีภัณฑ์พื้นฐาน

 

 

 

 

 

1.1 อนินทรีย์

28

35,755

39,180

46,846

65,127

39.02

1.2 อินทรีย์ C

29

79,757

87,719

90,757

94,764

4.41

2. เคมีภัณฑ์ขั้นปลาย

 

 

 

 

 

2.1 ปุ๋ย

31

35,946

35,378

45,903

79,761

73.75

2.2 สี

32

32918

32,669

34,713

34,840

0.36

2.3 เครื่องสำอาง

33

17,194

17,402

18,926

19,881

5.04

2.4 สารลดแรงตึงผิว

34

15,115

15,248

15,378

16,185

5.24

2.5 เคมีภัณฑ์เบ็ดเตล็ด

38

54,110

60,133

63,864

76,387

19.60

รวมทั้งสิ้น

28-38(ยกเว้น พิกัด 30 35 และ 36 )

270,795

287,729

316,387

386,945

22.3

ที่มา : ข้อมูลจากกรมศุลกากร                                                                                                 

          C เคมีภัณฑ์อินทรีย์ไม่รวมปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นกลาง

           *ตัวเลขใน ปี 2551 เป็นตัวเลขประมาณการ

 

 

สรุปภาวะอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ปี 2551 และแนวโน้มปี 2552

                        อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์     : อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ในปี 2552 น่าจะอยู่ในภาวะชะลอตัวลง ทั้งนี้เนื่องจาก อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์โดยส่วนใหญ่จะใช้เป็นวัตถุดิบเบื้องต้นในการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมหลักต่าง ๆ ภายในประเทศ  ซึ่งจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐอเมริกา กับสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังมีความไม่แน่นอน น่าจะส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจหดตัว รวมทั้งอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ด้วย ประกอบกับ ระเบียบว่าด้วยการควบคุมเคมีภัณฑ์ที่ออกโดยสหภาพยุโรป (REACH) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่มิถุนายนปีนี้ ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้ได้ตามกฎระเบียบดังกล่าวและมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นในการปรับปรุงกระบวนการผลิตสินค้าให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งจะต้องแสดงผลวิเคราะห์สารอันตรายที่ปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์และแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับสารเคมีในผลิตภัณฑ์นั้นๆ พร้อมกับการยื่นจดทะเบียนในสหภาพยุโรป  ซึ่งหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการในประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับกฎระเบียบดังกล่าวเพื่อรักษาส่วนแบ่งในตลาดโลกด้วยเช่นกัน

                        อุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี : ภาพรวมการนำเข้าและส่งออกปุ๋ยเคมีในปี 2551 มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นมาก ทั้งนี้เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ราคานำเข้าปุ๋ยเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากแม่ปุ๋ยไนโตรเจนเป็น By product ที่ได้จากการกลั่นน้ำมัน อีกทั้งค่าขนส่งปุ๋ยที่แพงขึ้นตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้นด้วย  แต่แนวโน้มน่าจะมีการนำเข้าลดลง เนื่องจากภาครัฐจะมีการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี ทั้งนี้ควรส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่ไปกับการใช้ปุ๋ยเคมี และให้ความรู้ที่ถูกต้องกับเกษตรกร เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์มีข้อดีในการปรับโครงสร้างของดิน ทำให้ดินร่วนซุย และพืชสามารถนำธาตุอาหารสำคัญในปุ๋ยเคมีไปใช้ได้ดีขึ้น ทำให้ปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลดลง โดยเงื่อนไขที่สำคัญคือ ต้องมีการวิเคราะห์ดินเพื่อการใช้ปุ๋ยเคมีที่ถูกต้อง และไม่ควรสิ้นเปลืองที่จะใส่ธาตุปุ๋ยในดินที่มีธาตุอาหารนั้นอยู่แล้ว

            อุตสาหกรรมสีทาอาคาร: ภาพรวมของการนำเข้าและส่งออกอุตสาหกรรมสีในปี 2551 ยังคงทรงตัวอยู่ เนื่องจากภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงชะลอตัว แต่ทั้งนี้ภาครัฐได้ออกมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนบ้านและที่ดิน ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่กระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคที่กำลังหาซื้อบ้านและที่ดินอยู่  ให้สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และยังเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการบ้านจัดสรรต่างเร่งก่อสร้างงานเพื่อให้เสร็จทันโอนภายในปีนี้ และภาครัฐได้ขยายระยะเวลามาตรการดังกล่าวออกไปอีก 1ปี   ดังนั้นอุตสาหกรรมสีน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในปี 2552

                        อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง : ภาพรวมของการนำเข้าและส่งออกในปี 2551 ยังคงทรงตัวอยู่  แต่เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2551 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปโดย DG Enterprise and Industry ได้ประกาศปรับปรุงกฎระเบียบเครื่องสำอาง (Cosmetic Directive) ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2519 และข้อแก้ไขต่อระเบียบนี้กว่า 50 ฉบับที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยคณะกรรมาธิการยุโรปได้จัดทำข้อเสนอระเบียบเครื่องสำอางขึ้นใหม่เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจและปฏิบัติให้สอดคล้องกับระเบียบที่มีอยู่ได้ง่ายขึ้น  คาดว่ากฎระเบียบดังกล่าว จะมีการเร่งรัดและผลักดันให้มีผลบังคับใช้ในเร็วๆ นี้  ดังนั้นผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าเครื่องสำอางไปจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรป ควรมีการติดตามข้อมูลรายละเอียดต่างๆ อย่างใกล้ชิด  เพื่อจะได้เตรียมความพร้อมและปรับตัวในการผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับระเบียบเครื่องสำอางใหม่ที่สหภาพยุโรปจะนำมาบังคับใช้

 

อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก

 

ภาพรวมผลิตภัณฑ์พลาสติก

          ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ผลิตในประเทศไทย ที่สำคัญได้แก่ ถุงและกระสอบพลาสติก แผ่นฟิลม์  ฟอยล์ เป็นต้น อุตสาหกรรมพลาสติกมีจำนวนโรงงานทั่วประเทศประมาณ 3,400 โรงงาน (จากการสำรวจล่าสุดเมื่อปี 2551) ทั้งนี้โรงงานส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก  และมีเพียงร้อยละ 10 ที่เป็นโรงงานขนาดใหญ่   อุตสาหกรรมที่ใช้พลาสติกเป็นส่วนประกอบในการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ สิ่งทอ รองเท้า วัสดุก่อสร้าง ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์  ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น โครงสร้างต้นทุนในการผลิตอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติกประกอบด้วยวัตถุดิบ (เม็ดพลาสติก) ร้อยละ 70  แรงงานร้อยละ 10 – 15 พลังงานร้อยละ 8 ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ       ร้อยละ 7-12

การผลิต

ความต้องการใช้เม็ดพลาสติกของไทย                               

                                                                                                                           หน่วย:พันตัน

เม็ดพลาสติก

2546

2547

2548

2549

2550

2551*

2551/2550
(ร้อยละ)

PE

1,058

1,056

1,072

1,105

1,120

1,113

-0.62

PP

801

844

842

865

963

957

-0.62

PVC

415

465

495

472

467

461

-1.28

PS/EPS

265

268

248

227

241

197

-18.25

ABS/SAN

106

99

101

113

90

132

46.66

Total

2,646

2,732

2,758

2,782

2,882

2,861

-0.72

ที่มา: สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย

หมายเหตุ * ปี 2251 เป็นตัวเลขประมาณการณ์

             PE = Polyethylene       PP = Polypropylene      PVC = Poly Vinyl Chloride

            PS/EPS = Polystyrene   ABS/SAN = Acrylonitrile Butadiene Styrene

            PE มีอัตราการเติบโตของปี 2551 ลดลงร้อยละ 0.6 เมื่อเทียบกับปีก่อน ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ PE ในการผลิตจะเป็นสินค้าประเภท บรรจุภัณฑ์ ถุงพลาสติก ถุงบรรจุอาหารแช่แข็ง ฟิลม์เพื่อการเกษตร จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันเป็นส่วนใหญ่ หากมองในช่วง 9 เดือนแรกจะเห็นว่าการส่งออกสินค้าต่าง ๆ ของไทยยังคงมีอัตราการเติบโตที่ดี แต่ในช่วง 3 เดือนหลัง จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินทั่วโลก ความมั่นใจของผู้บริโภคลดลง คาดว่าจะส่งผลให้ความต้องการสินค้าที่ใช้ PE ในการผลิตปรับตัวลดลง

            PP อัตราการเติบโตของปี 2551 ลดลงร้อยละ 0.6 เมื่อเทียบกับปีก่อน คุณลักษณะของ PP สามารถทำเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกได้หลากหลายประเภท ผลิตเป็นชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า บรรจุภัณฑ์ ขวดแชมพู ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2551 ความต้องการ PP สูงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจาก ในช่วงโอลิมปิกที่ประเทศจีน โรงงานปิโตรเคมี และเม็ดพลาสติก ได้มีการหยุดผลิต เพราะความกังวลด้านปัญหาทางมลพิษ จึงเป็นโอกาสดีของไทย จึงมีการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกส่งไปยังจีนมากขึ้น อีกทั้งจีนยังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้มีความต้องการสินค้าอุปโภค บริโภคเพิ่มขึ้น  แต่ในช่วง 3 เดือนหลัง ได้มีปัญหาวิกฤตการณ์การเงินของอเมริกา อีกทั้งยังมีปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศ จึงคาดว่าจะส่งผลให้ไทยส่งออกสินค้าได้น้อยลง และจะทำให้ผู้บริโภคขาดความมั่นใจในการซื้อสินค้า

            PVC อัตราการเติบโตของปี 2551 ลดลงประมาณร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน  ทั้งนี้PVC ส่วนใหญ่จะถูกนำไปทำผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในปีนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวลงอย่างมาก เนื่องจากการที่ราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้น มีผลต่อค่าครองชีพ เกิดสภาวะเงินฝืด  การปล่อยสินเชื่อของธนาคารในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ก็เข้มงวดมากขึ้น จึงส่งผลให้อัตราการใช้ PVC ลดลง

            PS อัตราการเติบโตของปี 2551 ลดลงร้อยละ 18.2 เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากมีผู้ผลิตในประเทศได้ปิดโรงงานไป  1  ราย เนื่องจากประสบปัญหาด้านการเงิน ประกอบกับ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ PSในการผลิต อาทิเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ นั้น มียอดการสั่งซื้อลดลงตามสภาพเศรฐกิจที่ชะลอตัว  อีกทั้งคุณสมบัติของ PS สามารถถูกทดแทนด้วยเม็ดพลาสติกอื่นได้ง่าย เช่น PP ซึ่งมีราคาถูกกว่า ดังนั้นการใช้เม็ด PS จึงลดลงมาก

            ABS/SAN อัตราการเติบโตของปี 2551 เพิ่มขึ้นร้อยละ 46.6 เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากในช่วง 9 เดือนแรก มีการผลิตสินค้าประเภทคอมพิวเตอร์มากขึ้น มียอดสั่งซื้อตั้งแต่ต้นปีที่คงค้างมา จึงเป็นส่วนที่ช่วยให้ภาพรวมความต้องการของทั้งปียังคงดีอยู่ แต่อย่างไรก็ตามในไตรมาสที่ 4 มีแนวโน้วความต้องการลดลงอย่างมาก ด้วยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีตัวเลขการเลิกจ้างงานสูงขึ้น  

 

การตลาด

การส่งออก

ปี 2551  ผลิตภัณฑ์พลาสติกมีมูลค่าการส่งออกรวมประมาณ 2,518.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน  ตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย  ผลิตภัณฑ์หลักที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่  แผ่นฟิล์ม ฟอยล์ และแถบ ถุงและกระสอบพลาสติก และเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารพลาสติก  โดยมีมูลค่าส่งออกประมาณ 747  600 และ121 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ  โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.71   8.21 และ 6.59  เมื่อเทียบกับปีก่อน ตามลำดับ

การส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกในปี 2551 เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งนี้เนื่องจาก ประเทศจีนจัดงานโอลิมปิคและเกิดแผ่นดินไหวขึ้นในเดือนพฤษภาคม ทำให้ประเทศจีนจำเป็นต้องผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศเป็นหลัก ทำให้จีนมีการส่งออกน้อยลง  ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย สามารถส่งออกได้เพิ่มมากขึ้น  นอกจากนี้การที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง  ก็ส่งผลให้การส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกเพิ่มสูงขึ้น  

ประเภทผลิตภัณฑ์

มูลค่าส่งออก (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

2551เทียบกับ 2550
(ร้อยละ)

2546

2547

2548

2549

2550 

2551*

ถุงและกระสอบพลาสติก

385.0

372.9

518.8

530.4

554.0

599.5

8.21

แผ่นฟิล์ม ฟอยล์และแถบ

354.2

466.1

536.7

558.7

714.0

747.7

4.71

เครื่องแต่งกายและของใช้ประกอบฯ

34.1

25.8

22.6

17.9

21.3

21.1

-0.93

กล่องหีบที่ทำด้วยพลาสติก

21.1

26.3

30.9

30.0

51.9

74.1

42.77

เครื่องใช้สำนักงานทำด้วยพลาสติก

33.4

21.8

22.6

20.2

21.6

18.9

-12.5

หลอดและท่อพลาสติก

26.7

32.7

41.5

46.0

51.3

63.9

24.56

พลาสติกปูพื้นและผนัง

39.1

40.1

50.6

59.1

77.7

77.8

0.12

เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารพลาสติก

63.2

68.9

84.0

98.9

113.7

121.2

6.59

ผลิตภัณฑ์พลาสติกอื่นๆ

344.4

493.2

551.1

624.2

781.5

794.1

1.61

รวมทั้งสิ้น

1,301.2

1,547.8

1,858.8

1,985.4

2,387.0

2,518.3

5.50

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  กระทรวงพาณิชย์  โดยความร่วมมือของกรมศุลกากร

            * ปี 2551 เป็นตัวเลขประมาณการ

 
การนำเข้า

ปี  2551  ผลิตภัณฑ์พลาสติกมีมูลค่าการนำเข้ารวมประมาณ 2,523.3  ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ  6.13 เมื่อเทียบกับปีก่อน  โดยมีการนำเข้าหลอดและท่อพลาสติก   แผ่นฟิล์ม ฟอยล์และแถบพลาสติก   และผลิตภัณฑ์พลาสติกอื่น ๆ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ  105   883  และ1529 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ  โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.03    3.38   และ 7.81 เมื่อเทียบกับปีก่อน  ตามลำดับ    แหล่งนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา  

การนำเข้าผลิตภัณฑ์พลาสติกในปี  2551 เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน  เนื่องจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น  ทำให้ ราคาเม็ดพลาสติก และราคาผลิตภัณฑ์พลาสติก เพิ่มสูงขึ้นด้วย ซึ่งส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์พลาสติกเพิ่มสูงขึ้นมาก

 

ประเภทผลิตภัณฑ์

มูลค่านำเข้า (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

2551เทียบกับ2550

 (ร้อยละ)

2546

2547

2548

 

2549

 

2550

 

2551*

หลอดและท่อพลาสติก

66.8

80.5

79.7

88.2

99.4

105.4

6.03

แผ่นฟิล์ม ฟอยล์และแถบพลาสติก

586.0

668.9

742.4

767.5

859.2

888.3

3.38

ผลิตภัณฑ์พลาสติกอื่นๆ

1,006.4

1,174.0

1,224.0

1,366.9

1,418.7

1,529.6

7.81

รวมทั้งสิ้น

1,659.2

1,923.4

2,046.1

2,222.6

2,377.4

2523.3

6.13

ที่มา   :   ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  กระทรวงพาณิชย์  โดยความร่วมมือของกรมศุลกากร

            * ปี 2551 เป็นตัวเลขประมาณการ
แนวโน้ม

            สถานการณ์การผลิต การนำเข้า และการส่งออก ในปี 2551  ยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน  แต่แนวโน้มในปี 2552 การผลิต การนำเข้า และการส่งออกน่าจะลดลง  ทั้งนี้เนื่องจากคำสั่งซื้อจากต่างประเทศชะลอตัวลงอย่างมาก  เนื่องจากภาวะวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ยอดการส่งออกลดลง ประกอบกับ สถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศที่ยังมีความไม่แน่นอน และนโยบายการผลักดันโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐยังไม่ชัดเจน  ส่งผลต่อการตัดสินใจในการลงทุนของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ  หากสถานการณ์ดังกล่าวยังคงยืดเยื้อออกไป คาดว่าผู้ประกอบการอาจต้องปรับตัวโดยการเลิกจ้างงาน หรือหยุดการผลิต ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวลงอย่างมากในไตรมาสหน้าและปี 2552

 

อุตสาหกรรมปิโตรเคมี

 

ภาวะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีปี 2551

          สถานการณ์ปี 2551 อุตสาหกรรมปิโตรเคมีอยู่ในช่วงที่มีความผันผวนอย่างมาก ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมีการปรับตัวตามราคาน้ำมันดิบ โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2551 ราคาอยู่ในทิศทางขาขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก มีสาเหตุหลักจากปัจจัยด้านอุปทาน และปัจจัยด้านการเมือง ได้แก่ สภาพอากาศแปรปรวนในแหล่งผลิต การเกิดเพลิงไหม้โรงกลั่นน้ำมันในสก็อตแลนด์ การก่อการร้ายท่อส่งน้ำมันในไนจีเรีย และความไม่สงบทางการเมืองของประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง รวมถึงค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ  อ่อนค่าลง แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2551 ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเกิดการชะลอตัวลง ทำให้ราคาปิโตรเคมีปรับมาอยู่ในทิศทางขาลง

            การตลาดภายในประเทศ

จากตัวเลขมูลค่าการนำเข้า – ส่งออก ในรอบ 10 เดือน ของปี 2551 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า มูลค่าการนำเข้าปิโตรเคมีขั้นต้น ขั้นกลางและขั้นปลายขยายตัวเพิ่มขึ้น ทางด้านมูลค่าการส่งออกปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นปลายเพิ่มขึ้น ส่วนการส่งออกปิโตรเคมีขั้นกลางลดลง สาเหตุโดยรวมเกิดจากปัจจัยด้านอุปสงค์ เนื่องจากตลาดเกิดการตึงตัวผู้ใช้เกิดการชะลอการสั่งซื้อเพราะคาดการณ์ว่าราคาอาจลดลงได้อีก ตามราคาน้ำมันดิบปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังมีสต็อกเพียงพอ รวมถึงมีอุปทานสินค้าจากตะวันออกกลางทะลักเข้าสู่ตลาดเอเชียเพิ่มขึ้น

เมื่อพิจารณามูลค่าการนำเข้าปิโตรเคมีขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย ในปี 2551 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 25,303.34  34,402.94 และ 100,342.69 ล้านบาท ตามลำดับ โดยมูลค่าการนำเข้าปิโตรเคมีขั้นต้นลดลงร้อยละ 2.29 ส่วนมูลค่าการนำเข้าปิโตรเคมีขั้นกลางและขั้นปลายขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.48 และ 35.01 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปีก่อน ทางด้านมูลค่าการส่งออกปิโตรเคมีขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลายในปี 2551 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 22,084.73  47,461.40 และ 183,387.69 ล้านบาท ตามลำดับ โดยมูลค่าการส่งออก ปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นปลายขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.03 และ 9.46 ตามลำดับ ส่วนปิโตรเคมีขั้นกลางลดลงร้อยละ 13.06 เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

 

 

 

ไตรมาส/ปี

ปิโตรเคมีขั้นต้น

 (ล้านบาท)

ปิโตรเคมีขั้นกลาง

(ล้านบาท)

ปิโตรเคมีขั้นปลาย

(ล้านบาท)

นำเข้า

ส่งออก

นำเข้า

ส่งออก

นำเข้า

ส่งออก

Q1 / 2550

6,006.82

3,993.55

8,225.73

12,565.38

17,879.95

36,675.75

Q2 / 2550

6,407.74

4,317.68

7,188.23

13,448.54

18,580.15

40,445.01

Q3 / 2550

6,170.11

4,539.69

7,351.40

15,188.93

18,533.77

43,452.14

Jan-Oct 2550

20,742.20

14,724.41

24,950.47

45,390.29

62,023.84

138,539.67

2550

25,896.13

18,870.75

29,790.44

54,592.78

74,319.77

167,531.50

Q1 / 2551

5,586.69

3,044.03

9,464.87

10,969.31

21,139.05

42,314.00

Q2 / 2551

7,361.04

5,134.80

7,463.71

12,977.82

22,689.32

46,749.64

Q3 / 2551

6,658.85

7,681.10

9,449.18

11,877.79

27,833.77

49,722.23

Jan-Oct 2551

21,060.49

18,403.94

28,669.11

39,551.17

79,369.87

152,929.66

2551*

25,303.34

22,084.73

34,402.94

47,461.40

100,342.69

183,387.99

2551*/2550

(%)

-2.29

17.03

15.48

-13.06

35.01

9.46

ที่มา : ข้อมูลจากกรมศุลกากร

หมายเหตุ * ตัวเลขประมาณการ

แนวโน้มปี 2552

          จากสถานการณ์สภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่อยู่ในภาวะถดถอยที่ส่งผลกระทบต่อการปรับลดลงของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทำให้ราคาปิโตรเคมีปรับลดลง และมีแนวโน้มที่จะปรับลดลงได้อีก คาดว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะอยู่ในช่วงที่ซบเซา อันจะพบได้จากบริษัทรายย่อยได้ปิดกิจการลงเพราะประสบปัญหาการขาดทุน และความต้องการสินค้าของตลาดมีน้อย คาดว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในปี 2552 จะมีการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการแข่งขันด้านการตลาดที่จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศอาจเกิดการชะลอตัวลง นอกจากนี้ ผู้ผลิตจะต้องเผชิญกับปัญหาความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ตามสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยลง ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน จึงควรพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงความต้องการของตลาดโดยการมุ่งสู่ผลิตภัณฑ์  Specialty มากขึ้น และควบคุมต้นทุน ตลอดจนควรมองหาตลาดใหม่ๆ เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

 

ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม



 



Tag: